
การพัฒนาทักษะทางภาษานับเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในสังคม ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์สื่อสารกัน ติดต่อทำความเข้าใจกัน และบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กันและกัน (ราชบัณฑิตสถาน, 2551) มนุษย์ใช้ภาษาในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน รวมถึงใช้เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ การสร้างความสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
สำหรับเด็กปฐมวัย ภาษาเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ การเข้าสังคม รวมถึงการพัฒนาทางอารมณ์และสติปัญญา การพัฒนาทักษะทางภาษาและการสื่อสารในช่วงปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นสูง หากเด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้ภาษาในช่วงปฐมวัย อาจส่งผลให้สมองสูญเสียความยืดหยุ่นไปบางส่วน และทำให้การเรียนรู้ภาษาในระยะต่อมาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น (ธาม เชื้อสถาปนศิริ, 2568) ในทางตรงกันข้าม หากเด็กได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการสื่อสาร กล้าแสดงความคิดเห็น สามารถคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรสนับสนุนการเรียนรู้ด้านภาษาและการสื่อสารในเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษา ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร การเข้าสังคม และช่วยให้เกิดพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญา อันเป็นรากฐานสำคัญต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในอนาคตของเด็กต่อไป
แนวทางการการพัฒนาทักษะทางภาษาในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นพื้นที่สำคัญในการส่งเสริมทักษะทางภาษาของเด็ก เนื่องจากเป็นสานที่ที่เด็กได้ใช้ภาษาในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับวัย โดยมีแนวทางในการดำเนินงานดังนี้

1. เปิดโอกาสให้เด็กได้สื่อสารด้วยภาษาท่าทางและภาษาพูดอย่างเหมาะสมตามวัย
ครู/ผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความต้องการ ความรู้สึก และความคิดของตนเองผ่านภาษาท่าทางและภาษาพูดอย่างเหมาะสมกับวัย เช่น ให้เด็กเล่าเรื่องจากประสบการณ์ แสดงท่าทางประกอบการสื่อสาร การตอบคำถาม และการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามความสามารถของเด็ก
ฌอง ปิอาเจต์ (Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ อธิบายว่า เด็กจะค่อย ๆ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาและโลกของตนเองจากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ภาษาอย่างสม่ำเสมอจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ซึ่งช่วยให้เด็กได้ฝึกคิด เรียบเรียงความคิด และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอย่างเหมาะสมกับระดับพัฒนาการของตนเอง
ในช่วงวัยปฐมวัย ความสามารถทางภาษาของเด็กพัฒนาแตกต่างกันตามช่วงอายุ จึงควรจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับลักษณะพัฒนาการของแต่ละวัย ดังนี้
- เด็กอายุประมาณ 2–3 ปี เด็กวัยนี้มีคลังคำศัพท์จำกัด มักสื่อสารด้วยคำสั้น ๆ หรือประโยคง่าย ๆ และยังไม่สามารถถ่ายทอดความคิดหรืออารมณ์ได้อย่างครบถ้วน การสื่อสารกับเด็กจึงไม่ควรมีความซับซ้อนมาก ควรเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน กระชับ และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก โดยใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาควบคู่กัน เช่น การพูดพร้อมแสดงสีหน้าและท่าทาง หรือการพูดพร้อมชี้ไปยังสิ่งที่กล่าวถึง เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายผ่านบริบท และเชื่อมโยงคำศัพท์กับประสบการณ์ตรงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กพูดว่า “บอล” ครู/ผู้ดูแลเด็กอาจกล่าวเพิ่มเติมว่า “ใช่ค่ะ ลูกบอลสีฟ้ากลม ๆ กำลังกลิ้งไปข้างหน้า” พร้อมทั้งชี้ไปที่ลูกบอล พยักหน้า ยิ้มสบตา และใช้มือทำท่ากลิ้งไปข้างหน้า การผสานคำพูดกับท่าทางในลักษณะดังกล่าวจะช่วยเสริมความเข้าใจเชิงความหมาย สนับสนุนการจดจำคำศัพท์ และเอื้อต่อการพัฒนาการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
- เด็กอายุประมาณ 4–5 ปี เด็กวัยนี้เริ่มใช้ประโยคที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้น มีคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้น และสามารถเล่าเหตุการณ์ได้อย่างเป็นลำดับ การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาจึงควรมุ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้สื่อสารอย่างหลากหลายและเหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง เช่น การตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อชวนเด็กอธิบายเหตุผล แสดงความคิดเห็น และเล่าประสบการณ์ของตนเอง โดยครู/ผู้ดูแลเด็กควรรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่เร่งรัดหรือขัดจังหวะ ช่วยจัดลำดับความคิดของเด็กเมื่อจำเป็น และเสริมคำศัพท์หรือโครงสร้างประโยคใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนให้เด็กกล้าใช้ภาษา พัฒนาความชัดเจนในการสื่อสาร และแสดงออกทั้งทางคำพูดและท่าทางได้อย่างมั่นใจตามวัย
ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะทางภาษาและการสื่อสารของเด็กปฐมวัยควรเน้นการลงมือปฏิบัติจริงและการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรจัดเวลาและเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนได้พูด แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งให้คำแนะนำและเสริมแรงทางบวก เพื่อส่งเสริมความมั่นใจและความกล้าในการสื่อสาร หลีกเลี่ยงการตำหนิ การเปรียบเทียบ หรือการกระทำที่อาจทำให้เด็กขาดความมั่นใจ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจตามพัฒนาการของตนเอง การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมตามวัยจะช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะภาษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความมั่นใจในการแสดงออก และสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมทักษะทางภาษา
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางภาษาที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยมีลักษณะบูรณาการเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างการจัดประสบการณ์ทางภาษา เช่นกิจกรรมเล่านิทาน การอ่านหนังสือภาพ การฟังเพลงนิทาน และการวาดภาพตามจินตนาการ ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับภาษาแม่หรือภาษาถิ่นเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ โดยออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น การเล่านิทานพื้นบ้านในท้องถิ่น การร้องเพลงหรือคำคล้องจองประจำชุมชน การเชิญผู้ปกครองมาเล่าเรื่องราววิถีชีวิตในครอบครัว หรือการใช้คำศัพท์ที่เด็กคุ้นเคยในชุมชนของตน แนวทางดังกล่าวช่วยให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง พร้อมทั้งเรียนรู้ภาษาอย่างมีความสุข
นอกจากนี้ การเล่นบทบาทสมมติยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะภาษา เนื่องจากเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกการฟัง การพูด การโต้ตอบ และการใช้คำศัพท์ในสถานการณ์เสมือนจริง เช่น การเล่นเป็นร้านค้า โรงพยาบาล หรือครอบครัว ซึ่งช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้ภาษาตามบทบาทและบริบททางสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ ฝึกการเรียบเรียงประโยค และพัฒนาความสามารถในการสื่อสารผ่านการโต้ตอบจริง เด็กจะได้ทดลองใช้ภาษาเพื่ออธิบาย ต่อรอง ซักถาม และตอบคำถาม ทำให้เกิดความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา และช่วยให้เด็กสามารถนำภาษาไปใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับบริบททางสังคม
3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมการใช้ภาษา
การจัดประสบการณ์ควรดำเนินควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมการใช้ภาษา เช่น การจัดมุมหนังสือที่เด็กสามารถหยิบอ่านได้อย่างอิสระ การติดป้ายชื่อสิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องเรียนเพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับตัวอักษรและความหมาย การจัดพื้นที่สำหรับการเล่านิทานหรือมุมภาษา ที่มีหนังสือนิทาน บัตรคำ ภาพประกอบ หรือสื่อเสียงสำหรับฟังเรื่องราว เพลง และคำคล้องจอง ตลอดจนการจัด มุมบทบาทสมมติ ที่มีอุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่น ชุดร้านค้า ชุดคุณหมอ หรืออุปกรณ์ในบ้าน เพื่อให้เด็กสามารถสื่อสาร โต้ตอบ และใช้ภาษาในการเล่นร่วมกับเพื่อนได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาในบริบทที่ใกล้ตัวเด็ก
ทั้งนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ที่ปลอดภัยและอบอุ่นก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเด็กรู้สึกได้รับการยอมรับและไม่ถูกตำหนิเมื่อสื่อสารผิดพลาด เด็กจะกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าถาม และใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ครู/ผู้ดูแลเด็กจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตั้งคำถามในระหว่างทำกิจกรรมหรือในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งรับฟังเด็กอย่างตั้งใจ และตอบสนองการสื่อสารของเด็กด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและให้กำลังใจ โดยอาจใช้คำถามปลายเปิด เช่น “หนูคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะ” หรือ “ถ้าเป็นหนูจะทำอย่างไร” เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและใช้ภาษาในการอธิบายความคิดของตนเอง ซึ่งไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา แต่ยังส่งเสริมการคิด การสื่อสาร และการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดด้านพัฒนาการภาษาในเด็กปฐมวัยที่มองว่า ภาษาเกิดและพัฒนาผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เด็กจะเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุดเมื่อมีโอกาสสื่อสาร แลกเปลี่ยน และใช้ภาษาในสถานการณ์จริงกับบุคคลรอบตัวอย่างต่อเนื่อง
4. เลือกใช้สื่อที่สอดคล้องกับพัฒนาการและความสนใจของเด็ก
ครู/ผู้ดูแลเด็กควรคัดเลือกสื่อที่ใช้ในการจัดประสบการณ์ส่งเสริมทักษะทางภาษาให้สอดคล้องกับระดับพัฒนาการ ความพร้อม และความสนใจของเด็กแต่ละช่วงวัย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้านเนื้อหา และความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยมีแนวทางดังนี้
- เด็กอายุประมาณ 2–3 ปี เด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจค่อนข้างสั้น และเรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทสัมผัสหลายด้าน การใช้สื่อที่หลากหลายและเชื่อมโยงกับบริบทใกล้ตัวจะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายและจดจำคำศัพท์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ สื่อที่เหมาะสม เช่น หนังสือภาพที่มีภาพขนาดใหญ่ สีสันชัดเจน และมีตัวอักษรไม่มาก เพื่อช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำกับภาพได้ง่าย สื่อของจริงหรือสื่อที่สามารถจับต้องได้ เช่น ของใช้ในห้องเรียน ของเล่นชิ้นใหญ่ หรือวัสดุธรรมชาติ เพื่อให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ผ่านประสบการณ์ตรง สื่อประกอบการเล่าเรื่อง เช่น หุ่นมือ ตุ๊กตา หรือสื่อจำลอง ซึ่งช่วยกระตุ้นการโต้ตอบและการเลียนแบบภาษา รวมถึงสื่อเสียงและจังหวะ เช่น เพลง นิทานคำคล้องจอง หรือเกมเคลื่อนไหวประกอบคำศัพท์ ที่ช่วยเสริมการจดจำผ่านเสียงซ้ำและจังหวะที่คุ้นเคย การใช้สื่ออย่างหลากหลายและสอดคล้องกับบริบทจริงดังกล่าว จะเอื้อต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย
- เด็กอายุประมาณ 4–5 ปี เด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจยาวขึ้น สามารถเข้าใจเรื่องราวที่มีรายละเอียดมากขึ้น และเริ่มใช้ภาษาสื่อสารได้ซับซ้อนกว่าเดิม สื่อที่เหมาะสม เช่น หนังสือนิทานที่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่อง ตัวอักษรชัดเจน และภาพประกอบที่ช่วยให้เด็กคาดเดาและตีความเรื่องราวได้ สื่อบัตรคำหรือป้ายคำที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อฝึกการเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษร สื่อบทบาทสมมติ เช่น มุมร้านค้า โรงพยาบาล หรือบ้านจำลอง ที่เอื้อต่อการสนทนาโต้ตอบและการใช้ภาษาตามสถานการณ์จริง ตลอดจนสื่อสร้างสรรค์ เช่น กระดาษ ดินสอ สี และสมุด เพื่อให้เด็กทดลองขีดเขียน และเชื่อมโยงการพูดกับการเขียนเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ อาจใช้สื่อดิจิทัลที่เหมาะสมกับวัย ภายใต้การดูแลของครู/ผู้ดูแลเด็ก โดยเลือกเนื้อหาที่ส่งเสริมการฟัง การโต้ตอบ และการคิด การจัดสื่อที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้เด็กเลือกใช้ตามความสนใจ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการสื่อสาร และปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการอ่านและการเขียนในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาแนวทางเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกใช้สื่อดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัยได้จากบทความ “4 เทคนิคเลือกและใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมถึงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคัดเลือกและการใช้สื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาสมองได้จากคู่มือ แนวทางการคัดเลือกและการใช้สื่อการเรียนรู้ของโครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
5. เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา
ครู/ผู้ดูแลเด็กมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างด้านการใช้ภาษาให้แก่เด็ก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารผ่านกระบวนการเรียนรู้จากแบบอย่าง (modeling) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาในช่วงปฐมวัย เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับวิธีการใช้ภาษา มารยาทในการสนทนา และการแสดงออกทางอารมณ์จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น ในการพูดและการฟัง ครู/ผู้ดูแลเด็กควรใช้ถ้อยคำสุภาพ พูดด้วยน้ำเสียงเหมาะสม รอให้ผู้อื่นพูดจบก่อนแสดงความคิดเห็น รวมทั้งกล่าวคำขอบคุณหรือขอโทษในสถานการณ์ที่เหมาะสม พฤติกรรมดังกล่าวช่วยให้เด็กเห็นแบบอย่างของการสื่อสารที่ดีและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทักษะการกำกับตนเอง เช่น การรอคอยจังหวะในการพูด การฟังผู้อื่นอย่างเคารพ และการเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับบริบท
นอกจากการเป็นแบบอย่างด้านการพูดและการฟังแล้ว ครู/ผู้ดูแลเด็กควรแสดงให้เด็กเห็นการใช้ภาษาในมิติของการอ่านและการเขียน เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมการแสวงหาความรู้ผ่านการอ่าน รวมทั้งการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และการเขียนเพื่อบันทึกข้อมูลหรือสื่อความคิดของตนเอง เช่น การอ่านนิทานหรือป้ายประกาศให้เด็กฟัง การชวนสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน หรือการจดบันทึกให้เด็กเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสะท้อนทัศนคติที่ดีต่อการใช้ภาษา ผ่านท่าที วิธีตอบสนอง และบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความมั่นใจ เช่น การแสดงความกระตือรือร้นต่อการอ่านและการเขียน การชื่นชมความพยายามของเด็กในการพูดหรือเขียน และการแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างอ่อนโยนโดยไม่ตำหนิ การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของภาษา เกิดความเชื่อมั่นในการใช้ภาษา และพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการอ่านและการเขียนอย่างยั่งยืนต่อไป
4. มีการประเมินความสามารถในการสื่อสารของเด็ก และช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบปัญหา
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีการประเมินและติดตามพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถสังเกตความก้าวหน้าและค้นพบความต้องการจำเป็นของเด็กได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การประเมินอาจดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมระหว่างการเล่น การสนทนาในกิจกรรมกลุ่ม การเล่านิทาน รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมการอ่านและการขีดเขียนของเด็ก เช่น ความสนใจในการเปิดหนังสือ การติดตามสายตาขณะฟังนิทาน การจดจำสัญลักษณ์หรือชื่อของตนเอง ตลอดจนความพยายามในการขีดเขียนสื่อความหมาย ครู/ผู้ดูแลเด็กควรบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
หากพบว่าเด็กมีความล่าช้าในการสื่อสาร หรือมีปัญหาด้านการฟัง การพูด การอ่าน หรือการเขียน เช่น ไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ พูดคำศัพท์น้อยกว่าวัย ไม่กล้าสื่อสาร ไม่สนใจหนังสือ ไม่สามารถเชื่อมโยงเสียงกับสัญลักษณ์พื้นฐาน สับสนลำดับเสียงหรือพยางค์ จดจำตัวอักษรได้ยาก หรือไม่แสดงความพยายามในการขีดเขียน แม้ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ครู/ผู้ดูแลเด็กควรให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างเหมาะสม โดยปรับรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับศักยภาพของเด็ก เช่น พูดช้าลง ใช้ประโยคสั้นและชัดเจน ใช้ภาพหรือสื่อประกอบการสื่อสาร อ่านหนังสือแบบมีปฏิสัมพันธ์ จัดกิจกรรมกลุ่มย่อยเพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกพูดและเล่าเรื่อง ตลอดจนจัดมุมหนังสือและมุมเขียนที่เข้าถึงได้ง่าย ควบคู่กับการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและให้กำลังใจ เพื่อส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกและพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพของตนเอง
ในกรณีที่พบความเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม ครู/ผู้ดูแลเด็กควรสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างเหมาะสม ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและให้เกียรติ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเบื้องต้น เช่น การพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อประเมินพัฒนาการ ก่อนประสานการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ นักแก้ไขการพูด นักจิตวิทยาเด็ก หรือบุคลากรทางสาธารณสุข เพื่อรับการประเมิน วินิจฉัย และวางแผนการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินการควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ผู้ปกครอง และทีมสหวิชาชีพ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการเฉพาะบุคคล
จากแนวคิดและแนวทางที่กล่าวมาข้างต้น การพัฒนาทักษะทางภาษาและการสื่อสารในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ทั้งการเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านสภาพแวดล้อมและสื่อที่เหมาะสม การที่ครู/ผู้ดูแลเด็กเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา รวมถึงการติดตามและให้ความช่วยเหลือเมื่อพบความต้องการจำเป็น แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างพื้นฐานด้านภาษาและการสื่อสาร อันนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างรอบด้าน และเป็นรากฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เอกสารอ้างอิง:
ธาม เชื้อสถาปนศิริ. (9 มีนาคม 2568). การเรียนรู้ทางภาษาของเด็กปฐมวัย สู่วัยเรียน สำคัญอย่างไร. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. https://op.mahidol.ac.th/ga/learning/
ศุภนิดา ศรีเจริญชัย. (2568). การพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยในยุค 5.0. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(2). สืบค้นจาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/IARJ/article/download/282434/188013/1248789
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). แนวทางการคัดเลือกและการใช้สื่อการเรียนรู้ของโครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง. https://www.okmd.or.th/upload/pdf/BBL_childhood_book.pdf
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (23 ตุลาคม 2551). ภาษา. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. http://legacy.orst.go.th/?knowledges=ภาษา-๒๓-ตุลาคม-๒๕๕๑
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
Panjawara. (7 กันยายน 2565). 4 เทคนิคเลือกและใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). https://www.thaihealth.or.th/?p=310794