
ในปัจจุบัน เด็กปฐมวัยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และภัยสังคมในรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อน ตั้งแต่โรคติดต่อที่แพร่กระจายง่ายในกลุ่มเด็กเล็ก อุบัติเหตุจากการเล่นหรือทำกิจกรรม ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมสาธารณะ เช่น การพลัดหลง ภัยสังคมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การถูกล่อลวง รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยของเด็กในระยะสั้นและระยะยาว
เด็กปฐมวัยมีข้อจำกัดในการประเมินสถานการณ์ และทักษะการป้องกันตนเอง จึงต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นระบบและสอดคล้องตามหลักพัฒนาการเด็ก ด้วยเหตุนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการดูแลและพัฒนาเด็กในระดับพื้นที่ โดยนำหลักการและมาตรฐานด้านสุขนิสัยและความปลอดภัยไปประยุกต์ใช้ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการเติบโตและการดำรงชีวิตในสังคมให้เด็กได้อีกด้วย
แนวทางการส่งเสริมสุขนิสัยและความปลอดภัยในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
“สุขนิสัย” หมายถึง พฤติกรรมการปฏิบัติด้านสุขภาพที่ส่งเสริมให้บุคคลมีสุขภาพกายและใจที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม และมีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2564) ทั้งนี้ มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมสุขนิสัยและความปลอดภัยไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยโดยมีรายละเอียดดังนี้

1. มีการส่งเสริมสุขนิสัยให้กับเด็กในชีวิตประจำวัน
เด็กปฐมวัยใช้เวลาอยู่ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการปลูกฝังสุขนิสัยพื้นฐานในทุกด้าน โดยการส่งเสริมสุขนิสัยในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับและพัฒนาเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการดูแลตนเองในอนาคต การส่งเสริมสุขนิสัยสำหรับเด็กปฐมวัยสามารถพิจารณาเป็นด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.1 การส่งเสริมสุขนิสัยด้านการกิน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดโภชนาการให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยจำเป็นต้องจัดอาหารมื้อหลักและอาหารว่างที่มีคุณภาพ ครบ 5 หมู่ หลากหลาย และมีปริมาณเหมาะสมตามวัย อาหารทุกชนิดต้องผ่านการปรุงที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ขณะเดียวกัน ควรจัดให้มีน้ำดื่มสะอาดเพียงพอสำหรับเด็ก และหลีกเลี่ยงการให้เครื่องดื่มรสหวานหรือน้ำอัดลม เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคฟันผุและภาวะโภชนาการเกินทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาแนวทางการจัดอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยเพิ่มเติมได้จากแผ่นพับ โภชนาการเด็กปฐมวัย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่ช่วยให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยนำไปปรับใช้ในการจัดโภชนาการเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของเด็กได้
นอกจากด้านโภชนาการแล้ว เด็กควรได้รับการปลูกฝังมารยาทและพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมตามวัย เช่น การไม่กินอาหารเหลือทิ้ง การช่วยเหลือตนเองขณะกินอาหาร การใช้ช้อน–ส้อมอย่างถูกต้อง การรอคอยคิวรับประทานอาหาร ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป
1.2 การส่งเสริมสุขนิสัยด้านการรักษาความสะอาด
การรักษาความสะอาดเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเจ็บป่วย เด็กในช่วงวัยนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงมีความเปราะบางเป็นพิเศษและจำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลความสะอาดร่างกาย ของใช้ส่วนตัว และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เช่น การล้างมืออย่างถูกวิธี การแปรงฟันเป็นประจำ การรักษาความสะอาดพื้นที่ส่วนรวม และการปฏิบัติตามพฤติกรรมพื้นฐานในการป้องกันการติดเชื้อ
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัย เพื่อเป็นแบบอย่างด้านสุขอนามัยที่เหมาะสมสำหรับเด็ก พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกวิธี เช่น การปิดปาก–ปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม การไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ พื้นที่และจุดสัมผัสร่วมต่าง ๆ เช่น ของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ และลูกบิดประตู ควรได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการล้างมือ ซึ่งเป็นพฤติกรรมสำคัญประการหนึ่งในการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องจัดให้มีอ่างล้างมือที่สะอาด ได้มาตรฐาน และอยู่ในระดับความสูงที่เด็กสามารถใช้งานได้ด้วยตนเอง พร้อมมีสบู่ น้ำสะอาด และอุปกรณ์เช็ดมือที่ถูกสุขลักษณะ เด็กควรได้รับการฝึกให้ล้างมือในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังเล่นของเล่น หรือหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งจะช่วยลดการเจ็บป่วยและสร้างนิสัยสุขอนามัยที่ดีในระยะยาว
ในด้านสุขภาพช่องปาก มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติกำหนดให้การแปรงฟันเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน เด็กอายุ 0–2 ปี ควรได้รับการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ตั้งแต่มีฟันซี่แรก โดยมีผู้ดูแลช่วยแปรงหลังอาบน้ำทุกวัน ส่วนเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ควรจัดกิจกรรม “แปรงฟันหลังอาหารกลางวัน” โดยมีครูช่วยสอนและกำกับให้เด็กแปรงฟันได้อย่างถูกวิธี เด็กทุกคนต้องมีแปรงสีฟัน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้าเป็นของตนเอง แปรงสีฟันต้องมีสภาพดี ขนอ่อนนุ่ม หน้าตัดตรง ไม่บาน และสะอาด พร้อมใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสม อุปกรณ์ควรจัดเก็บแยกเป็นรายบุคคลในที่โปร่ง ไม่อับชื้น ปลอดภัยจากสัตว์นำโรค โดยตั้งแปรงสีฟันในแนวตั้งเพื่อป้องกันน้ำจากด้ามแปรงหยดลงหัวแปรง พื้นที่แปรงฟันต้องมีก๊อกน้ำเพียงพอและระบบระบายน้ำที่ดี ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่แปรงฟัน/ล้างมือได้จาก คู่มือการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อเด็กไทยสุขภาพดี โดยสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย หน้า 26–27
1.3 การส่งเสริมสุขนิสัยด้านการเล่น
การส่งเสริมสุขนิสัยด้านการเล่นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีผ่านการเล่นที่เหมาะสมตามวัย การเล่นเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ช่วยให้เด็กมีภาวะตื่นตัว เกิดแรงจูงใจ และมีความรู้สึกเชิงบวก ส่งผลให้สมองอยู่ในสภาวะพร้อมเรียนรู้อย่างเต็มที่ (กลุ่มไม้ขีดไฟ, 2564) ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมสุขนิสัยด้านการเล่นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการเล่นที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย และเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยดูแลให้พื้นที่เล่นและของเล่นสะอาดอยู่เสมอ พร้อมสอนให้เด็กล้างมืออย่างถูกวิธีก่อนและหลังเล่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ควรส่งเสริมการเล่นที่กระตุ้นกิจกรรมทางกาย เช่น การวิ่ง เล่นปีนป่าย หรือการเล่นกีฬาง่าย ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และลดเวลาใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวบนพื้น เช่น การนอนคว่ำ การเอื้อมจับ การพลิกตัว รวมอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ส่วนเด็กอายุ 1-2 ปี ควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน โดยเป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวหลายรูปแบบสลับกันไปตลอดทั้งวัน และเด็กอายุ 3–4 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายรวมอย่างน้อยวันละ 180 นาทีต่อวัน โดยควรมีการเคลื่อนไหวระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการ สนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ ควบคู่กับการปลูกฝังความรับผิดชอบ เช่น การสอนให้เด็กช่วยกันเก็บของเล่นเข้าที่หลังทำกิจกรรม การจัดทำข้อตกลงร่วมกัน และการใช้คำชมเชยเมื่อเด็กปฏิบัติได้ตามข้อตกลง ครูควรสังเกตพฤติกรรมและความสนใจของเด็กระหว่างเล่น เพื่อเสริมความรู้ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
1.4 การส่งเสริมสุขนิสัยการนอน
การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ พฤติกรรม และกระบวนการเรียนรู้ การนอนหลับอย่างเพียงพอส่งผลให้เด็กมีอารมณ์แจ่มใส มีสมาธิ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะที่การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย พัฒนาการของสมอง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (ครองขวัญ เนียมสอน, 2566) เด็กปฐมวัยมีความต้องการการนอนมากกว่าผู้ใหญ่ การนอนเฉพาะช่วงกลางคืนมักไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว จึงควรจัดให้มีการนอนกลางวัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสมอง (ภัทรดา มณี, 2566)
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีช่วงเวลานอนกลางวันที่เหมาะสมตามวัย โดยกำหนดตารางเวลาหลับ–ตื่นให้สม่ำเสมอเป็นกิจวัตร และหลีกเลี่ยงการให้เด็กนอนกลางวันมากเกินไปหรือให้นอนในช่วงเย็น เนื่องจากอาจรบกวนการนอนตอนกลางคืนได้ การจัดสภาพแวดล้อมสำหรับการนอนควรคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น การจัดห้องให้เงียบสงบ อากาศถ่ายเทดี แสงสว่างพอเหมาะ และมีเครื่องนอนที่สะอาด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะช่วยสนับสนุนให้เด็กพักผ่อนได้เต็มที่ ลดอาการเหนื่อยล้า และช่วยเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงเวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างสุขนิสัยในการนอนสำหรับเด็กปฐมวัยจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ เช่น เอกสารเผยแพร่ของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรื่อง “วิธีสร้างสุขนิสัยในการนอนที่ดีแก่ลูกน้อย” บทสัมภาษณ์แพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เรื่อง “วัยเด็กต้องนอนกลางวัน ถ้าไม่ชอบบังคับได้ไหม มีประโยชน์อย่างไร” และบทความ “การนอนหลับ: กลไกสำคัญพัฒนาการเรียนรู้ของลูกน้อย” โดยแพทย์หญิงกรกมล โหรสกุล กุมารแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลศิครินทร์ เป็นต้น
2. มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขนิสัยที่ดีให้กับเด็ก
นอกจากการส่งเสริมสุขนิสัยผ่านกิจวัตรประจำวันแล้ว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดกิจกรรมที่มุ่งปลูกฝังสุขนิสัยอย่างเจาะจงและต่อเนื่อง โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมและพัฒนาเป็นนิสัยที่ติดตัวในระยะยาว
การจัดกิจกรรมสามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ เช่น กิจกรรมเกมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมสุขนิสัยการกิน อาทิ การจัดมุมอาหารจำลอง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ผ่านการเล่นและการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังสามารถบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมสุขนิสัยด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนพัฒนาการของเด็ก เช่น กิจกรรมส่งเสริมสุขนิสัยด้านการนอนอย่างการเล่านิทานหรือฝึกกำหนดลมหายใจ เพื่อให้เด็กผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อน รวมทั้งจัดให้เด็กมีกิจกรรมทางกายระหว่างวันอย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นในช่วงพักกลางวัน
ในด้านการเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางกายและการทรงตัว เช่น การเต้นประกอบเพลง เกมเลียนแบบท่าทางสัตว์ หรือกิจกรรมกายบริหารที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อ ความคล่องตัว รวมถึงอารมณ์และสติปัญญาของเด็ก อีกทั้งมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขนิสัยด้านความสะอาด เช่น การสาธิตวิธีล้างมือ 7 ขั้นตอน การให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรคผ่านสื่อหรือการเล่านิทาน และกิจกรรม “Clean Up Day” ที่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการดูแลความสะอาดของใช้ส่วนตัวและสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างความรับผิดชอบและความตระหนักด้านสุขอนามัย
นอกจากนี้ ยังสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขนิสัยด้านสุขภาพช่องปาก เช่น การจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับฟันและวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง การใช้สื่อสาธิตหรือหุ่นจำลอง และการตรวจสุขภาพช่องปากร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลช่องปากของเด็กปฐมวัย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ เช่น คู่มือการจัดกิจกรรมสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชนเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ดีของเด็ก จากเอกสาร “โภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก” ของโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย สสส. (หน้า 14 เป็นต้นไป) บทความ “กิจกรรมเคลื่อนไหวพัฒนา ‘ไอคิว–อีคิวเด็ก’” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสื่อมัลติมีเดีย “การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากในโรงเรียน” โดยสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป
3. มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อระมัดระวังอุบัติเหตุ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า “อุบัติเหตุ” ไว้ว่า เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งในบริบทของเด็กปฐมวัย เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการเล่นหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ อุบัติเหตุในเด็กปฐมวัยมีหลายลักษณะ และบางลักษณะสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บได้ เช่น การสัมผัสสารพิษ การพลัดตกหกล้ม การถูกสัตว์กัด การจมน้ำ รวมถึงอุบัติเหตุทางจราจร เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังมีพัฒนาการด้านการระมัดระวังตนเองไม่สมบูรณ์ จึงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าวัยอื่น
เอกสารเรื่อง “การบาดเจ็บในเด็ก” ซึ่งจัดทำโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า การบาดเจ็บเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีในประเทศไทย และมีจำนวนสูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อถึง 4.2 เท่า (กรมควบคุมโรค, มปป.) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และทักษะในการป้องกันอุบัติเหตุให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กสามารถดูแลตนเอง ลดความเสี่ยง และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติจึงกำหนดให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กสามารถระมัดระวังตนเองและผู้อื่นจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน กิจกรรมดังกล่าวอาจมีความหลากหลาย เช่น การสวมบทบาทสมมติสถานการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน การฝึกสังเกตสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใกล้ตัว เพื่อส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และสร้างพฤติกรรมป้องกันตนเองได้
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาตัวอย่างกิจกรรมด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมได้จากเทปบันทึกภาพกิจกรรม บรรยายและฝึกปฏิบัติ : การจัดการเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนนระดับปฐมวัยและประถมศึกษา โดยกองป้องกันการบาดเจ็บ ซึ่งนำเสนอทั้งหลักการและแนวทางกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยได้
4. มีการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในการรับมือกับภัยอันตราย
นอกจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดแล้ว เด็กปฐมวัยยังอาจต้องเผชิญกับภัยอันตรายรูปแบบอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น ภัยจากคนแปลกหน้า การพลัดหลง เหตุไฟไหม้ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เด็กวัยนี้ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงและยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังความรู้และทักษะในการป้องกันตนเองในเบื้องต้น
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับภัยอันตรายต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เช่น การจำลองสถานการณ์เพื่อสอนวิธีการรับมือกับคนแปลกหน้า การฝึกวิธีปฏิบัติเมื่อพลัดหลงในสถานที่สาธารณะ การซ้อมหนีไฟอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสาธิตขั้นตอนการเอาตัวรอดพื้นฐานเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วม กิจกรรมลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เกิดความตระหนักรู้ สามารถจดจำขั้นตอนการป้องกันตนเอง และสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมเมื่อเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน
5. มีการสร้างข้อตกลงและดูแลให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อความปลอดภัย
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรกำหนดข้อตกลงด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก เช่น ไม่เล่นใกล้แหล่งน้ำ ขึ้น–ลงไม้ลื่นในทางที่กำหนด ไม่ผลักหรือแกล้งเพื่อนขณะเล่น หรือเก็บของเล่นให้เรียบร้อยหลังทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กตระหนักถึงพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ อีกทั้งควรมีการกำกับดูแลให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้การอธิบายเหตุผลเป็นหลัก เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจความจำเป็นและผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามกติกาด้านความปลอดภัย การสื่อสารควรมีลักษณะอ่อนโยน ชัดเจน และสอดคล้องกับวัยของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กยอมรับและให้ความร่วมมือ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
จากแนวทางที่กล่าวมาทั้งหมด หากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยดำเนินการได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อการเสริมสร้างสุขภาวะของเด็กและต่อคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยรวม เด็กจะมีพื้นฐานสุขนิสัยที่เหมาะสม รู้จักป้องกันตนเองจากความเสี่ยง และมีความพร้อมต่อการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน สถานพัฒนาเด็กปฐมวับก็จะสามารถยกระดับมาตรฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง:
กองป้องกันการบาดเจ็บ. (ม.ป.ป.). การบาดเจ็บในเด็ก. กรมควบคุมโรค. https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1037220200813043545.pdf
กลุ่มไม้ขีดไฟ. (2564). คู่มือการเล่นอิสระ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).
กองป้องกันการบาดเจ็บ. (14 กุมภาพันธ์ 2568). บรรยายและฝึกปฏิบัติ: การจัดการเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนนระดับปฐมวัยและประถมศึกษา. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=Ok1FtjvSkN4
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (10 มิถุนายน 2563). โภชนาการเด็กปฐมวัย. ThaiHealth Resource Center. https://resourcecenter.thaihealth.or.th/content/53599-media-แผ่นพับโภชนาการเด็กปฐมวัย
โครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย. (ม.ป.ป.). โภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก. ThaiHealth Resource Center. https://resource.thaihealth.or.th/files/66/3_คู่มือการเรียนรู้.pdf
ชนิตพล บุญยะวัตร. (20 ตุลาคม 2566). กิจกรรมเคลื่อนไหวสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน. ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล. https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/knowledge-article/physical_activity_in_preschool_age/
ภัทรดา มณี. (14 มกราคม 2566). “ไขคำตอบจากหมอ วัยเด็กต้อง ‘นอนกลางวัน’ ถ้าไม่ชอบบังคับได้ไหม มีประโยชน์อะไรที่ต้องนอน”. The Standard. https://thestandard.co/kids-sleeping-during-the-day/
ThaiHealth Official. (19 มกราคม 2564). แนะสร้างวินัยและสุขนิสัย ช่วยปรับจิตใจสู้โควิด. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). https://www.thaihealth.or.th/?p=234297
ThaiHealth Official. (4 เมษายน 2562). วิธีสร้างสุขนิสัยในการนอนที่ดีแก่ลูกน้อย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). https://www.thaihealth.or.th/?p=227311
ThaiHealth Official. (20 ตุลาคม 2560). กิจกรรมเคลื่อนไหวพัฒนา ‘ไอคิว–อีคิวเด็ก’. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). https://www.thaihealth.or.th/?p=230065
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย. (2564). คู่มือการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อเด็กไทยสุขภาพดี. สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย.
schooldent_MOOC ANAMAI. (29 ธันวาคม 2565). การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากในโรงเรียน. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=s3unkzWTbxQ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). คู่มือการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อเด็กไทยสุขภาพดี. สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
แพทย์หญิงกรกมล โหรสกุล. (ม.ป.ป.). “การนอนหลับ: กลไกสำคัญพัฒนาการเรียนรู้ของลูกน้อย”. โรงพยาบาลศิครินทร์. https://www.sikarin.com/doctor-article/การนอนหลับ-กลไกสำคัญพัฒ
CRA CHULABHORN Channel. (17 มีนาคม 2566). “Health You Know” by CRA – EP25 นอนหลับสำคัญกับพัฒนาการเด็ก. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=eB3JpSTzxus