
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเจ็บป่วยหากสภาพแวดล้อมไม่สะอาดและปลอดภัยเพียงพอ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นสถานที่ที่เด็กใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม และให้ความสำคัญกับสุขาภิบาลอย่างดีที่สุด
“สุขาภิบาล” (Sanitation) หมายถึง การจัดการสิ่งปฏิกูล ขยะ และน้ำเสียอย่างปลอดภัย รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด และส่งเสริมสุขภาพที่ดีแก่คนในชุมชน สุขาภิบาลที่ไม่เหมาะสมอาจเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิด (World Health Organization, n.d.) ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเด็กเล็กมากกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ และเพื่อให้การดูแลด้านสุขาภิบาลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมีระบบ บทความนี้จึงขอนำเสนอ 7 เทคนิคจัดระบบสุขาภิบาลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ดูแลสามารถนำไปปรับใช้ได้ต่อไป
แนวทางจัดระบบสุขาภิบาลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพ
การจัดระบบสุขาภิบาลในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพของเด็กเล็ก ดังนั้น ผู้ดูแลจึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

1. ดูแลพื้นที่ล้างภาชนะให้ถูกสุขลักษณะ
พื้นที่ล้างภาชนะเป็นจุดที่ต้องใช้งานเป็นประจำ และมักมีเศษอาหารหรือคราบไขมันหลงเหลืออยู่ หากขาดการดูแลที่เหมาะสมก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราต่าง ๆ ได้ง่าย ดังนั้นสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จึงต้องจัดการบริเวณพื้นที่ล้างภาชนะให้ถูกสุขลักษณะ เริ่มตั้งแต่การติดตั้งอ่างล้างภาชนะให้อยู่สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้ระบายน้ำได้สะดวก และป้องกันสิ่งสกปรกจากพื้นกระเด็นกลับขึ้นมา ควรใช้อ่างที่มีก๊อกน้ำและต่อท่อระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไม่อุดตัน ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำขัง หรือพื้นเฉอะแฉะ ซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นล้ม และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้
2. ล้างภาชนะและอุปกรณ์ต่างๆ ให้สะอาด
การล้างภาชนะและอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับเด็กนั้น ควรล้างในอ่างล้างภาชนะที่ถูกสุขลักษณะ และไม่ควรล้างบนพื้นโดยเด็ดขาด ส่วนวิธีการล้าง ให้เริ่มจากล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับภาชนะและอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบไขมันต่าง ๆ ก่อนเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นให้ล้างน้ำยาทำความสะอาดออกจากภาชนะและอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง หรือล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อก เพื่อให้แน่ใจว่าภาชนะและอุปกรณ์ต่าง ๆ สะอาดอย่างแท้จริง
สำหรับการคว่ำตากภาชนะและอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น ให้คว่ำไว้บนตะแกรงหรือภาชนะโปร่งที่ยกสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อป้องกันฝุ่นละอองจากพื้นและสัตว์นำโรคต่าง ๆ ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดภาชนะหรืออุปกรณ์เหล่านั้น เพราะอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในผ้าได้
3. จัดการน้ำดื่มให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก
น้ำดื่มเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเด็กปฐมวัยมีภูมิคุ้มกันต่ำ การได้รับน้ำที่ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย อาเจียน หรือติดเชื้อได้ง่าย น้ำดื่มที่ใช้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรเป็นน้ำที่มีลักษณะใส ไม่มีสี ไม่มีรสและกลิ่นเจือปน ผ่านกระบวนการต้มสุกและพักให้เย็นในภาชนะที่ปลอดภัย ทนต่อความร้อน หรือผ่านระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช่น น้ำกรองที่กรองอย่างถูกวิธีจากเครื่องกรองที่ได้มาตรฐาน มีการล้าง บำรุงรักษา และเปลี่ยนไส้กรองตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุน้ำดื่มควรเป็นวัสดุที่ปลอดภัย แข็งแรง สะอาด และมีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นหรือแมลง หากใช้คูลเลอร์ ควรมีก๊อกที่ปิดเปิดได้สะดวก และวางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ไม่วางในที่ที่โดนแสงแดดโดยตรง ทั้งนี้ควรมีการล้างทำความสะอาดภาชนะเก็บน้ำทุกวัน เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ปลอดภัยตลอดเวลา ส่วนในกรณีเลือกใช้น้ำบรรจุขวด ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น
4. จัดการน้ำใช้ให้ใสสะอาดและเพียงพอ
น้ำใช้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เช่น น้ำสำหรับล้างมือ ล้างหน้า หรือทำความสะอาดร่างกายและอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรเป็นน้ำที่มีลักษณะใส ไม่มีสีและกลิ่นที่เจือปน มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดวันโดยไม่ขาดช่วง และมีน้ำสะอาดสำรองเพื่อรองรับกรณีประปาขัดข้อง จัดเก็บในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด ไม่รั่วซึม และจัดตั้งไว้บริเวณที่ปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อน ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก แหล่งที่มาของน้ำต้องได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย เช่น น้ำประปา หรือน้ำบาดาลที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว โดยผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีการติดต่อขอรับบริการตรวจวิเคราะห์น้ำบาดาลจากกองวิเคราะห์น้ำบาดาล ได้จากสื่อเรื่อง 4 ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพน้ำบาดาล โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. วางระบบจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพ
การจัดการขยะในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ควรมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง และส่งเสริมการนำขยะบางประเภทกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น การใช้ซ้ำ การแปรรูป หรือการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม แนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ คือ การจัดให้มีภาชนะรองรับขยะแบบแยกประเภท พร้อมติดป้ายหรือสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เด็กเรียนรู้และฝึกนิสัยการแยกขยะอย่างถูกต้อง โดยสามารถแบ่งขยะออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่
- ขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เปลือกผลไม้ ใบไม้ ขยะเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น นำไปหมักเพื่อทำปุ๋ย หรือน้ำหมักชีวภาพสำหรับทำการเกษตร โดยสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือสื่ออื่น ๆ ที่เชื่อถือได้
- ขยะรีไซเคิล เช่น ขวดน้ำพลาสติก แก้ว กระดาษ กระป๋องเครื่องดื่ม ขยะประเภทนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่นนำไปขาย นำไปบริจาค หรือนำมาประดิษฐ์เป็นของใช้ที่มีประโยชน์
- ขยะทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก โฟม ซองขนม ขยะประเภทนี้ควรเก็บรวบรวมและส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป
- ขยะอันตราย/ขยะติดเชื้อ เช่น ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ผ้าก๊อซ หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ขยะเหล่านี้ควรแยกประเภทให้ชัดเจน และส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การแยกและจัดการขยะแต่ละประเภทยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสื่อต่าง ๆ เช่น วิธีการจัดการขยะสำหรับชุมชนจากเว็บไซต์ของสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร หรือสื่อวีดีโอเรื่อง การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจัดทำโดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นอกจากการส่งเสริมเรื่องการแยกขยะแล้ว ผู้ดูแลสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดการภาชนะรองรับขยะให้เหมาะสม โดยภาชนะควรอยู่ในสภาพดี แข็งแรง เคลื่อนย้ายสะดวก ไม่ชำรุด และมีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันกลิ่น แมลง และสัตว์พาหะต่าง ๆ ขนาดของภาชนะต้องพอเหมาะกับปริมาณขยะ และควรจัดวางในจุดรวบรวมขยะอย่างเป็นระเบียบ มีการล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบในการเก็บและขนย้ายขยะออกจากอาคารทุกวัน ทั้งนี้ ควรมีการประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวกับตารางการเก็บขยะให้สอดคล้องกัน เพื่อให้การจัดการขยะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ
6. มีมาตรการป้องกันสัตว์ซึ่งเป็นพาหะนำโรค
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีมาตรการป้องกันสัตว์ซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น ยุง หนู หรือแมลงสาบ แมลงหวี่ แมลงวันไม่ให้เข้ามาในบริเวณจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น จุดพักขยะ โรงอาหาร หรือห้องเรียน แนวทางพื้นฐานที่สามารถทำได้ เช่น หมั่นกำจัดน้ำขัง ดูแลความสะอาดสม่ำเสมอ คอยตรวจสอบความเรียบร้อยของพื้นที่รอบศูนย์เป็นประจำ โดยผู้ดูแลสามารถศึกษาแนวทางการควบคุมสัตว์พาหะนำโรคเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่าง ๆ เช่น คู่มือแนวทางการควบคุมสัตว์พาหะนำโรค โดยพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร หรือ คลิปวีดิโอเรื่อง การสุขาภิบาลอาหาร (การควบคุมสัตว์และแมลงพาหะนำโรค) จากช่อง YouTube ของ กองสุขาภิบาลอาหาร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปปรับใช้ต่อไป
7. จัดกิจที่กรรมสร้างสรรค์ ส่งเสริมความรู้เรื่องสุขาภิบาล
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เรื่องสุขาภิบาลให้เด็ก ๆ ด้วยการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่นกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์อย่างง่ายเพื่อให้เด็กเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเชื้อโรค กิจกรรมสำรวจพื้นที่รอบห้องเรียนหรือสนามเล่นเพื่อค้นหาจุดที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงหรือแมลง กิจกรรมทำความสะอาดประจำเดือน ซึ่งจะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบพื้นที่ส่วนรวม และเห็นความสำคัญของการรักษาความสะอาด โครงการ “ธนาคารขยะ” ที่จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักแยกขยะ และเห็นคุณค่าของการนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ หรือกิจกรรมทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร ซึ่งจะช่วยลดขยะอินทรีย์ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนผัก กิจกรรมเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง ทำให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนในทุกมิติ
สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายะเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ได้จากสื่อที่เชื่อถือได้ อาทิ บทความเรื่อง ทำความรู้จัก “ธนาคารขยะ” เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ แถมสร้างรายได้ให้ครอบครัว จากเว็บไซต์เทศบาลนครแม่สอด หรือบทความเรื่อง ทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร โดยโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
แนวทางการจัดระบบสุขาภิบาลทั้ง 7 ข้อที่นำเสนอข้างต้น ถือเป็นมาตรการพื้นฐานที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านสุขภาพในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมสุขลักษณะที่ดีให้เด็ก ๆ ตั้งแต่วัยเริ่มต้น และยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างครูและผู้ปกครองในการดูแลสุขภาวะของเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่เด็กอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง:
กองช่าง สุขาภิบาล. (12 พฤศจิกายน 2564). ทำความรู้จัก “ธนาคารขยะ” เพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ แถมสร้างรายได้ให้ครอบครัว. เทศบาลนครแม่สอด. https://www.nakhonmaesotcity.go.th/webs/mm/agencies/3/detail-news/N0001732.html
พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ. (ม.ป.ป.). คู่มือแนวทางการควบคุมสัตว์พาหะนำโรค. สำนักศิลปะและวัฒนธรรม. https://acc.kpru.ac.th/rtmuseum/greenoffice/contents/edms/EDMS-KM-202206271656314571.pdf
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (24 กุมภาพันธ์ 2564). วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร. STKC. https://www.stkc.go.th/info/วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. (ม.ป.ป.). วิธีการจัดการขยะสำหรับชุมชน. greener.bangkok. https://greener.bangkok.go.th/waste-recycle/community-waste-guide/
aroonwa. (19 กุมภาพันธ์ 2561). ทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร. โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย). https://thaicityfarm.com/2018/02/19/ทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอ/
BLPDDSS Channel. (2566, กรกฎาคม 18). การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=5HI55e0oL_M
FoodSanitation BMA. (2564, ตุลาคม 20). การสุขาภิบาลอาหาร (การควบคุมสัตว์และแมลงพาหะนำโรค). [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=wV5IDhgJbz4
T ADMIN. (4 สิงหาคม 2564). 4 ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพน้ำบาดาล. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. https://www.dgr.go.th/th/newsAll/124/5520
World Health Organization. (n.d.). Overview (Sanitation). World Health Organization. https://www.afro.who.int/node/5691