Skip to content

เกราะป้องกันห้องเรียน : ทำไม ‘การตรวจร่างกายประจำวัน’ ถึงสำคัญในเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อและการบาดเจ็บสูง เนื่องจากมีพฤติกรรมการเล่นใกล้ชิดกัน เคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้น และยังไม่สามารถดูแลสุขอนามัยหรือความปลอดภัยของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ การตรวจร่างกายประจำวันจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยระบุสัญญาณความเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บ และส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี

คู่มือหลักสูตรนักส่งเสริมสุขภาพโดยสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า “สุขภาพ” ประกอบด้วยมิติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งล้วนเกื้อหนุนและเชื่อมโยงกัน (สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย, 2568) การตรวจร่างกายประจำวันจึงมิได้มีบทบาทเฉพาะการค้นหาความผิดปกติทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เด็กมีสุขภาวะโดยรวมที่ดี เมื่อเด็กมีสภาวะร่างกายแข็งแรง ย่อมส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ เด็กจะรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน

แนวทางการตรวจร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย

การตรวจร่างกายจึงถือเป็นกระบวนการพื้นฐานที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองอาการผิดปกติ ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ และยังช่วยให้ครูสามารถสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพกับผู้ปกครองได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วน มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติได้กำหนดแนวทางการตรวจร่างกายไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมดังนี้

1. มีการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกวัน

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการตรวจร่างกายเด็กทุกคนเป็นประจำทุกวัน เพื่อประเมินความสะอาด ตรวจหาความผิดปกติ และคัดกรองอาการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น การตรวจอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ครูสามารถระบุความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

1.1 การตรวจผมและหนังศีรษะ

ครูควรสังเกตว่าเด็กมีไข่เหาหรือเหาบริเวณโคนผมหรือไม่ รวมถึงตรวจหารอยแดง รอยเกา สะเก็ด หรืออาการคันที่อาจบ่งชี้การระคายเคืองหรือการติดเชื้อ หากพบเหาหรือมีข้อบ่งชี้ถึงภาวะติดเชื้อบนหนังศีรษะ ควรแจ้งผู้ปกครองเพื่อให้ดำเนินการรักษาอย่างเหมาะสม และป้องกันการแพร่กระจายสู่เด็กคนอื่น

1.2 การตรวจมือ เล็บ และผิวหนังบริเวณแขน

ควรตรวจดูว่าเล็บของเด็กสะอาด ตัดสั้นพอดี และปราศจากคราบดินหรือเศษอาหารที่อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค จากนั้นประเมินผิวหนังบริเวณมือและแขนว่ามีอาการบวม แดง มีผื่นบริเวณด้านนอกของแขน ตุ่มใสตามง่ามนิ้ว ขี้ไคลสะสม หรือรอยอักเสบที่อาจบ่งชี้การระคายเคืองหรือการติดเชื้อหรือไม่ หากพบแผลเปิด รอยถลอก หรือรอยเกา ควรทำความสะอาดด้วยวิธีที่ถูกต้องและเฝ้าระวังการติดเชื้อ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมให้แผลหายอย่างปลอดภัย

1.3 การตรวจดวงตา

การตรวจดวงตาควรประเมินทั้งลักษณะของดวงตาและเปลือกตา โดยสังเกตว่ามีอาการตาแดง มีขี้ตา มีอาการคันตา มีรอยแดงจัดบริเวณขอบตาล่าง หรือมีตุ่มนูนหรือไม่ นอกจากนี้ควรพิจารณาว่าเปลือกตามีอาการบวม เจ็บ หรือมีหนอง ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ เช่น เยื่อบุตาอักเสบหรือไม่ หากพบอาการดังกล่าว ควรแยกเด็กออกจากกิจกรรมที่มีการสัมผัสใกล้ชิดทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่เด็กคนอื่น

1.4 การตรวจปาก ลิ้น และ ฟัน

ครูควรสังเกตสภาพริมฝีปากว่ามีอาการซีด แห้ง แตก หรือเป็นแผลบริเวณมุมปากหรือไม่ จากนั้นประเมินสุขภาพเหงือกและฟันว่ามีอาการบวม อักเสบ หรือมีหนองหรือไม่ รวมถึงตรวจหาฟันผุ หากพบรอยสีดำ จุดเริ่มผุ หรือรูผุ ควรแจ้งผู้ปกครองเพื่อพาเด็กไปรับการตรวจรักษากับทันตแพทย์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรตรวจดูลิ้นว่ามีฝ้าขาว ลิ้นแตก หรือแผลอักเสบที่อาจสะท้อนภาวะการติดเชื้อในช่องปากหรือไม่ หลังจากเด็กแปรงฟันแล้ว ครูอาจใช้หลอดพลาสติกขนาดเล็กเขี่ยผิวฟันเพื่อตรวจประเมินคราบจุลินทรีย์ หากพบคราบติดออกมากับหลอด แสดงว่าการทำความสะอาดฟันยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องช่วยแปรงซ้ำและฝึกทักษะการแปรงฟันให้เด็กเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดีอย่างต่อเนื่อง

1.5 การตรวจคอ และจมูก

ครูควรสังเกตว่าเด็กมีอาการอักเสบของเยื่อบุจมูก เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือไม่ รวมทั้งประเมินบริเวณคอว่ามีอาการแดง บวม หรือมีต่อมทอนซิลโตซึ่งอาจบ่งชี้การอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนหรือไม่ หากพบอาการดังกล่าวควรบันทึกข้อมูลไว้เพื่อติดตาม และพิจารณาแจ้งผู้ปกครองให้เฝ้าระวังหรือพาเด็กไปประเมินอาการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

1.6 การตรวจหู

การตรวจหูควรสังเกตว่ามีน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลออกจากช่องหูหรือไม่ รวมถึงตรวจหาขี้หูอุดตัน รอยแผล หรืออาการบวมบริเวณหลังหู หากคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังหูแล้วพบว่ามีขนาดโตผิดปกติ ควรแจ้งผู้ปกครองและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินหูหรือระบบทางเดินหายใจส่วนบน

1.7 การตรวจผิวหนังทั่วร่างกาย

ผิวหนังเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพสำคัญ ครูควรตรวจตั้งแต่บริเวณลำคอ ลำตัว ไปจนถึงด้านหลัง เพื่อดูว่ามีผื่นคัน ผื่นแดง รอยเกา แผลพุพอง หรือผิวลอกหรือไม่ เด็กบางรายอาจมีผิวเป็นวงด่างขาวหรือวงแดงขอบชัด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน นอกจากนี้ควรตรวจหาคราบไคลหรือความสกปรกที่สะสม โดยเฉพาะบริเวณลำคอ หากพบอาการที่เข้าข่ายโรคผิวหนังติดต่อ ควรแยกเด็กออกจากกิจกรรมใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย และแจ้งผู้ปกครองเพื่อเข้าสู้กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

1.8 การตรวจขา เข่า และฝ่าเท้า

การตรวจขา เข่า และฝ่าเท้าควรประเมินทั้งด้านการเคลื่อนไหวและลักษณะผิวหนัง โดยสังเกตว่าเด็กมีแผลถลอก ฟกช้ำ หรืออาการบวมจากการหกล้มหรือการเล่นหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจว่ามีอาการเจ็บปวดหรือร่องรอยการติดเชื้อ เช่น ตุ่มพุพองหรือหนองปรากฏอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ ควรพิจารณาลักษณะการเดินและรูปเท้าของเด็ก หากพบการลงน้ำหนักที่ผิดปกติ หรือโครงสร้างขาและฝ่าเท้าที่อาจบ่งชี้ความผิดปกติของระบบการเคลื่อนไหว ควรแจ้งผู้ปกครองและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีตรวจร่างกายเด็กเพิ่มเติมได้จากคลิปวิดีโอหัวข้อ “วิธีตรวจร่างกาย 10 ท่า” ซึ่งจัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเพิ่มความเข้าใจและทักษะในการตรวจสุขภาพเด็กอย่างเหมาะสม

2. มีการบันทึกผลการตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีระบบการบันทึกผลการตรวจร่างกายประจำวันของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดตามพัฒนาการด้านสุขภาพของเด็ก ช่วยให้ครูและผู้ดูแลสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจในการดูแลหรือส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

นอกจากนี้ ระบบบันทึกที่เป็นมาตรฐานยังช่วยให้การประสานงานกับผู้ปกครองเป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้การสื่อสารข้อมูลสุขภาพของเด็กมีความถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานอาการเจ็บป่วย อาการที่ต้องเฝ้าระวัง หรือการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ข้อมูลย้อนหลังจากแบบบันทึกยังช่วยให้ผู้ปกครองสามารถติดตามแนวโน้มด้านสุขภาพของเด็ก และส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด แบบบันทึกการตรวจความสะอาดของร่างกายประจำวัน ได้จากเว็บไซต์ของสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ เพื่อนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและความจำเป็นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแต่ละแห่งต่อไป

3. มีการดูแล/ช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบเด็กบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีการดูแล/ช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบเด็กบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย โดยเมื่อครูหรือผู้ดูแลพบอาการผิดปกติ ควรประเมินอาการทันที และดำเนินการตามแนวทางการป้องกันการติดเชื้อหรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้อื่นในสถานศึกษา เช่น อาการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ต่ำ น้ำมูกไหล ไอ หรือจาม ในกรณีนี้ ควรแยกเด็กออกจากกลุ่ม แจ้งผู้ปกครองให้มารับกลับบ้าน และแนะนำให้เด็กหยุดพักอย่างน้อย 2–3 วัน หรือจนกว่าอาการจะหายดี ระหว่างดูแลเด็กป่วย ครูควรล้างมือก่อนและหลังสัมผัสเด็ก ส่งเสริมให้เด็กปิดปากจมูกเมื่อไอหรือจาม และล้างมือหลังเช็ดน้ำมูกเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ

หากพบผื่นแดงในช่องปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือผื่นที่ฝ่ามือ–ฝ่าเท้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคมือ เท้า ปาก ควรแยกเด็กออกจากเด็กคนอื่นและแจ้งผู้ปกครองเพื่อพาไปพบแพทย์ หากได้รับการยืนยันว่าป่วยด้วยโรคดังกล่าว เด็กควรหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดห้องเรียน ของเล่น และพื้นผิวสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหากพบผู้ป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเดียวกันภายในหนึ่งสัปดาห์

สำหรับอาการตาแดง ผื่นร่วมกับไข้ หรือแผลผิวหนังอักเสบ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคติดต่อหรือโรคติดเชื้อ เช่น โรคตาแดงจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โรคผื่นแพ้ร่วมกับการติดเชื้อ โรคหัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส หรือการติดเชื้อทางผิวหนัง ควรประเมินอาการเบื้องต้นและแจ้งผู้ปกครองเพื่อพาเด็กไปพบแพทย์ ขณะรอผู้ปกครอง ควรแยกเด็กไว้ในพื้นที่เฉพาะ เช่น ห้องแยก หรือใช้ฉากกั้นให้เป็นสัดส่วน และจัดให้เด็กอยู่ห่างจากเด็กคนอื่นไม่น้อยกว่า 1 เมตร รวมถึงแยกของเล่นและของใช้ส่วนตัวเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายและลดการแพร่กระจายเชื้อ ครูและผู้ดูแลเด็กต้องล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนและหลังการดูแลเด็กป่วย

สำหรับกรณีการบาดเจ็บ เช่น การหกล้ม แผลถลอก ฟกช้ำ หรืออาการเจ็บปวดจากการเล่น ครูควรประเมินอาการเบื้องต้น ทำความสะอาดแผลด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัย เฝ้าระวังสัญญาณอักเสบ เช่น บวม แดง หรือมีหนอง หากพบอาการซึม อ่อนแรง เดินผิดปกติ หรือมีอาการบ่งชี้ว่ารุนแรง ควรรีบติดต่อผู้ปกครองให้พาเด็กไปพบแพทย์ทันที ระหว่างรอควรจัดให้เด็กพักในพื้นที่ปลอดภัย เงียบสงบ และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์และอาการที่พบเพื่อใช้ประกอบการประเมินและสื่อสารกับผู้ปกครองหรือบุคลากรทางการแพทย์

ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลเด็กป่วยเบื้องต้นและแนวทางป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้จากคู่มือ แนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพสำหรับครูผู้ดูแลเด็ก โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งศึกษาหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากสื่อการสอนเรื่อง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การตรวจร่างกายประจำวัน การบันทึกข้อมูลสุขภาพ และการดูแลเบื้องต้นเมื่อพบเด็กป่วย ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบดูแลสุขภาพในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การดำเนินงานตามแนวทางอย่างเป็นระบบไม่เพียงช่วยให้สามารถเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสนับสนุนให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และพัฒนาการตามวัย การจัดระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานจึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลเด็ก และส่งเสริมให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง:

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (4 ตุลาคม 2565). วิธีตรวจร่างกาย 10 ท่า. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=vrD5-wF6T68

กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). แนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ สำหรับครูผู้ดูแลเด็ก. https://ddc.moph.go.th/uploads/files/3382220230502042427.pdf

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2568). คู่มือหลักสูตรนักส่งเสริมสุขภาพ. https://hp.anamai.moph.go.th/web-upload/4xceb3b571ddb70741ad132d75876bc41d/m_magazine/37835/5602/file_download/d88b110d9cd34b0e145067e4c38d25aa.pdf

เรื่องที่คุณอาจสนใจ