
ร่างกายที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการเด็กในช่วงปฐมวัย ทั้งด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา เด็กที่มีสุขภาพกายสมบูรณ์จะมีการเจริญเติบโตของสมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีความพร้อมต่อการเรียนรู้ การคิด การเคลื่อนไหว และการควบคุมอารมณ์ อีกทั้งยังมีสมาธิในการทำกิจกรรมและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมได้อีกด้วย ทั้งนี้ สุขภาวะทางกายที่ดีมักเกิดจากการได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงวัย ในทางตรงกันข้าม หากเด็กได้รับโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหารหรือการได้รับพลังงานเกินความจำเป็น อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สมาธิ การเรียนรู้ และพัฒนาการโดยรวมของเด็กได้
องค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ให้ข้อมูลว่า เด็กที่ขาดโภชนาการที่ดีมักประสบภาวะทุพโภชนาการ เช่น เตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง หรือมีน้ำหนักเกิน (องค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ, ม.ป.ป.) ภาวะทุพโภชนาการเหล่านี้ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ เด็กที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นมักสะท้อนถึงการขาดสารอาหารเรื้อรัง ซึ่งอาจกระทบต่อการพัฒนาสมองและความสามารถในการเรียนรู้ในระยะยาว (concern , 2568) ขณะที่เด็กที่มีภาวะผอมแห้งมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยติดเชื้อ เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันของเด็กอ่อนแอ (จรัสพงศ์ เอื้ออริยะพานิชกุล, ม.ป.ป.) ส่วนภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในวัยเด็กอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ตลอดจนส่งผลต่อความมั่นใจและพฤติกรรมทางสังคมของเด็กได้ (โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา. ม.ป.ป.)
ดังนั้น ครู/ผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการโภชนาการอย่างถูกต้อง สามารถวางแผนและจัดอาหารที่มีคุณภาพ เพียงพอ และเหมาะสมกับวัย ควบคู่กับการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้เด็กเติบโตสมวัย มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และมีความพร้อมต่อการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
แนวทางการดูแลโภชนาการเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้กำหนดแนวทางการดูแลโภชนาการเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไว้ โดยสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

1. จัดอาหารหลักโดยคำนึงถึงหมู่อาหารทั้ง 5 หมู่
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ และมีความหลากหลายในแต่ละวัน โดยสามารถจัดในรูปแบบอาหารเป็นชุด/สำรับ หรืออาหารจานเดียว โดยมีรายละเอียดดังนี้
- หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง อาหารในหมู่นี้เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย สนับสนุนการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ สมอง และระบบภูมิคุ้มกันสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีเนื้อสัตว์ ไข่ หรือถั่วเมล็ดแห้ง/เต้าหู้ เป็นส่วนประกอบของอาหารทุกวัน โดยเลือกเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย สลับหมุนเวียนชนิดกันไป และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีความเข้มข้นของสารอาหารสูง เช่น เลือด ตับ เต้าหู้ ในบางมื้ออาหาร ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงหรือมีหนังติด เช่น หนังไก่ หนังหมู รวมทั้งควรจำกัดอาหารแปรรูป
- หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง และน้ำตาล อาหารหมู่นี้เป็นแหล่งพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจำเป็นต่อการทำกิจกรรมและการดำรงชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย ในกรณีที่สามารถจัดหาได้ อาจพิจารณาใช้ข้าวหรือผลิตภัณฑ์จากธัญพืชที่ขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งมีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุมากกว่าข้าวขัดสีขาว ทั้งนี้ ควรมีข้าวสวยหรือข้าวเหนียวนึ่งเป็นอาหารหลักในแต่ละวัน ส่วนอาหารจานเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยว หรือขนมจีน สามารถจัดได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- หมู่ที่ 3 ผักชนิดต่าง ๆ เป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีผักเป็นส่วนประกอบในอาหารทุกมื้อ และกำหนดรายการอาหารให้ใช้ผักหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันในแต่ละวัน เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน
- หมู่ที่ 4 ผลไม้ เป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสนับสนุนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีผลไม้เป็นประจำ โดยเฉพาะในวันที่รายการอาหารมีผักในปริมาณน้อย ทั้งนี้ การจัดผลไม้สดย่อมเหมาะสมมากกว่าน้ำผลไม้หรือผลไม้แปรรูป และควรหมุนเวียนชนิดของผลไม้ให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอตามวัย
- หมู่ที่ 5 ไขมันจากพืชและสัตว์ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค แต่ควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสม สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีน้ำมันหรือกะทิเป็นส่วนประกอบอาหารในปริมาณพอเหมาะ หากเมนูเป็นอาหารผัดที่ใช้น้ำมัน ควรจัดคู่กับผลไม้สดแทนขนมหวาน และหลีกเลี่ยงการจัดขนมหวานที่มีกะทิควบคู่กับอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อลดการได้รับไขมันและพลังงานเกินในมื้อเดียวกัน
นอกจากนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรให้ความสำคัญกับการปรุงรสอาหารให้เหมาะสมตามหลักโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัย โดยเลือกใช้เกลือหรือน้ำปลาเสริมไอโอดีนในการประกอบอาหาร เพื่อป้องกันการขาดสารไอโอดีนซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง ควรจัดอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อม ไม่หวานจัด ไม่มันจัด และไม่เค็มจัด เพื่อส่งเสริมการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมตั้งแต่วัยต้น ๆ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ผงปรุงรสหรือวัตถุปรุงแต่งอาหารที่มีโซเดียมสูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมเกินความจำเป็นในระยะยาว
2. มีการจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย
เด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงอายุมีความต้องการพลังงานและสารอาหารแตกต่างกัน การกำหนดปริมาณอาหารให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย โดยคู่มือตำรับอาหารสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดแนวทางปริมาณอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 1–5 ปี ไว้ดังต่อไปนี้
ตารางแสดงปริมาณอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 1–5 ปี ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
| กลุ่มอาหาร | ปริมาณอาหารที่เหมาะสม (เด็กอายุ 1-3 ปี) | ปริมาณอาหารที่เหมาะสม (เด็กอายุ 4-5 ปี) |
| ข้าว-แป้ง | 1 ทัพพี 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1.5 ทัพพี 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| เนื้อสัตว์ต่างๆ | 1 ช้อนกินข้าว 2 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 – 2 ช้อนกินข้าว 2 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ผัก | 1 – 2 ช้อนกินข้าว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 – 2 ช้อนกินข้าว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ผลไม้ | 1 ส่วน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 ส่วน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ปลา | 1 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ไข่ | 0.5 ฟอง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ | 0.5 – 1 ฟอง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ตับ/เลือดสัตว์ | 1 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| เต้าหู้ต่างๆ | 1 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ | 2 ช้อนกินข้าว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| น้ำมันพืช | 1 ช้อนชา 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 ช้อนชา 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| น้ำตาล | ไม่เกิน 3 ช้อนชา 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | ไม่เกิน 3 ช้อนชา 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| น้ำดื่มสะอาด | 1 แก้ว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 แก้ว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| นมจืด (200 มล.) | 1 แก้ว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1 แก้ว 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครู/ผู้ดูแลเด็กในการวางแผนจัดอาหาร มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแนะนำให้ใช้โปรแกรม School Lunch Program ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ (HBA) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเครื่องมือช่วยคำนวณปริมาณวัตถุดิบอาหารที่ต้องจัดซื้อในแต่ละวัน ตลอดจนช่วยวางแผนสำรับอาหารให้มีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย พร้อมทั้งสนับสนุนการบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถจัดอาหารได้อย่างเป็นระบบ และมั่นใจได้ว่าเด็กจะได้รับอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายอย่างเต็มศักยภาพ
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ School Lunch Program รวมถึงสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัยเพิ่มเติมได้จากเอกสาร คู่มือการเรียนรู้ “โภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก” ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคู่มือ ตำรับอาหารสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและพัฒนาการจัดอาหารให้เหมาะสมกับช่วงวัยและบริบทของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
3. จัดให้มีอาหารว่างที่มีคุณภาพ
เด็กปฐมวัยมีความต้องการพลังงานและสารอาหารสูงเมื่อเทียบกับขนาดกระเพาะอาหารที่ยังเล็ก การจัดอาหารว่างที่มีคุณภาพระหว่างมื้อหลักจึงมีความสำคัญ เนื่องจากช่วยเสริมพลังงาน รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม และส่งเสริมสมาธิรวมถึงความพร้อมในการทำกิจกรรมตลอดวัน
การจัดอาหารว่างสำหรับเด็กปฐมวัยควรเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยจัดนมรสจืดเป็นหลักอย่างน้อยวันละ 1–2 แก้ว (แก้วละประมาณ 200 มิลลิลิตร) เพื่อเสริมแคลเซียม โปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ทั้งนี้ อาจจัดผลไม้สดเป็นอาหารว่างคู่กับนม เช่น นมรสจืด 1 แก้ว คู่กับกล้วยน้ำว้า 1 ผล หรือชมพู่ ฝรั่ง และมะละกอสุกหั่นชิ้นพอคำ เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร อีกทั้งช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับรสชาติตามธรรมชาติของอาหาร
ในกรณีที่ต้องการจัดขนมหวานสลับบ้าง ควรจำกัดไม่เกิน 2 วันต่อสัปดาห์ และควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ใช้ในการทำขนมหรือเครื่องดื่มไม่เกินครึ่งขีด (50 กรัม) ต่อคนต่อสัปดาห์ โดยเลือกขนมที่มีส่วนประกอบจากวัตถุดิบธรรมชาติ และหากมีการใช้กะทิ ควรใส่ในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ข้าวต้มมัด ขนมตาล ขนมกล้วย ถั่วเขียวต้มน้ำตาล มันต้ม หรือถั่วต้ม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับพลังงานเกิน และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
4. ให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดและปลอดภัย
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องจัดให้อาหาร ภาชนะใส่อาหาร และสถานที่รับประทานอาหารมีความสะอาด ปลอดภัย และถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอม ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารและโรคติดต่อในเด็ก ทั้งนี้ คู่มือแนวทางการจัดอาหาร บริบาลน้ำ และการสร้างสุขภาวะที่ดีในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานไว้ โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
4.1 สุขลักษณะของผู้สัมผัสอาหาร
ผู้สัมผัสอาหารควรแต่งกายสะอาด และสวมหมวกคลุมผม ควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อหรือโรคผิวหนัง โดยมีหลักฐานการตรวจสุขภาพประจำปีตามมาตรฐาน มีสุขนิสัยที่ดี เช่น ตัดเล็บให้สั้น ไม่ใช้มือหยิบจับอาหารโดยตรง ไม่ใช้ทัพพีตักอาหารเข้าปากโดยตรง
4.2 สถานที่เตรียมและปรุงอาหาร
สถานที่เตรียมและปรุงอาหารต้องสะอาด ถูกหลักอนามัย และแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน หากเป็นครัวนอกอาคารควรมีที่กั้นสูงพอป้องกันสัตว์หรือเด็กเข้าไปได้ และมีหลังคาป้องกันแดดฝน หากตั้งอยู่ใกล้ถนนควรมีผนัง ผ้าใบ หรือแนวต้นไม้เพื่อลดฝุ่นละออง ควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ มีการแยกพื้นที่เตรียมอาหารประเภทต่าง ๆ ไม่ให้ปะปนกัน เช่น แยกบริเวณเตรียมเนื้อสัตว์ดิบออกจากผักและผลไม้ พื้นที่ควรมีการระบายอากาศดี และควรทำความสะอาดบริเวณปรุงอาหารอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
4.3 อุปกรณ์และภาชนะใส่อาหาร
ภาชนะใส่อาหารควรทำจากวัสดุที่ปลอดภัยและคงทน เช่น สแตนเลส อะลูมิเนียม หรือเมลามีนสีอ่อน ไม่แตกหักง่าย เขียงต้องไม่แตกร้าวหรือขึ้นรา และต้องแยกใช้ตามประเภทอาหาร ได้แก่ เขียงสำหรับเนื้อสัตว์ดิบ เนื้อสัตว์สุก และผักผลไม้ ไม่ใช้ปะปนกัน มีดต้องสะอาดและแยกใช้ตามประเภทอาหารเช่นเดียวกัน
การล้างภาชนะควรใช้อ่างที่มีระบบน้ำไหลและท่อระบายน้ำ ไม่ล้างบนพื้น และบริเวณล้างต้องไม่มีน้ำขัง การล้างควรทำอย่างน้อย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ล้างด้วยน้ำยาล้างภาชนะเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบไขมัน จากนั้นต้องล้างน้ำสะอาดเพื่อล้างสารเคมีออกให้หมด หลังล้างภาชนะแล้วควรเก็บในลักษณะคว่ำให้แห้งเอง วางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ หากพบภาชนะชำรุดควรเปลี่ยนใหม่ทันที
4.4 การจัดการอาหาร
อาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ต้องมีคุณภาพดี ไม่หมดอายุ ไม่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ และจัดเก็บแยกเป็นสัดส่วน โดยวางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุงหรือรับประทานทุกครั้ง ส่วนอาหารแห้งต้องไม่มีเชื้อรา เก็บในที่โปร่ง สะอาด และไม่อับชื้น การเก็บรักษาอาหารควรควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการบูดเน่า
เมื่ออาหารปรุงเสร็จแล้ว ควรเก็บอาหารไว้ในภาชนะที่สะอาด ปกปิดมิดชิด และวางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ไม่วางใกล้อาหารดิบเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ควรจัดให้เด็กรับประทานอาหารขณะยังอุ่น เพื่อคงคุณภาพ รสชาติ และความปลอดภัยของอาหาร หากจำเป็นต้องตั้งรอ ควรปกปิดด้วยฝาชีหรือฝาภาชนะเพื่อป้องกันแมลงและฝุ่นละออง ไม่ควรใช้ผ้าคลุมอาหาร เนื่องจากอาจไม่สะอาดและก่อให้เกิดการปนเปื้อน อีกทั้งไม่ควรวางภาชนะซ้อนกันจนก้นภาชนะสัมผัสกับอาหาร
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการความสะอาดของอาหารได้จากคู่มือ แนวทางการจัดอาหาร บริบาลน้ำ และการสร้างสุขภาวะที่ดีในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยองค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและพัฒนาระบบสุขาภิบาลอาหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
5. มีการจัดประสบการณ์ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีในการรับประทานอาหาร
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และปลูกฝังสุขนิสัยการบริโภคที่ดีให้กับเด็ก โดยบูรณาการผ่านกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถดูแลสุขอนามัยของตนเองได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การสนทนาเกี่ยวกับคุณค่าของอาหาร การฝึกให้เด็กตักอาหารในปริมาณพอเหมาะกับความต้องการของตนเอง การล้างมือ 7 ขั้นตอนก่อนรับประทานอาหาร การเล่านิทานที่ส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี กิจกรรมบทบาทสมมติในร้านอาหารเพื่อฝึกมารยาทและพฤติกรรมที่เหมาะสมในการรับประทานอาหาร รวมทั้งกิจกรรมร้องเพลงและทำท่าประกอบจังหวะเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนและหลังการรับประทานอาหาร เพื่อให้เด็กเกิดความเคยชินและสามารถปฏิบัติเป็นสุขนิสัยในชีวิตประจำวันได้
ควบคู่กันนั้น ครู/ผู้ดูแลเด็กควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานผักให้เด็กเห็น ไม่เลือกกินอาหาร และแสดงมารยาทที่เหมาะสม การจัดประสบการณ์อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับชีวิตประจำวันเช่นนี้ จะช่วยให้เด็กซึมซับพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติ และวางรากฐานของสุขภาพที่ดีในระยะยาว
6. มีการสังเกตและบันทึกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหารของเด็ก
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีการสังเกต คัดกรอง และบันทึกข้อมูลด้านโภชนาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังและให้การดูแลที่เหมาะสมตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล ข้อมูลที่ควรติดตาม ได้แก่ ภาวะแพ้อาหาร เช่น แพ้นมวัว แพ้ไข่ หรือแพ้อาหารทะเล ภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ รวมถึงปัญหาพฤติกรรมการกิน เช่น กินยาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว คายอาหาร เลือกกินเฉพาะบางชนิด หรือมีความไวต่อเนื้อสัมผัสอาหารบางประเภท
หากพบความผิดปกติ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรร่วมวางแผนการดูแลกับผู้ปกครองและบุคลากรสาธารณสุข เพื่อปรับรายการอาหารหรือปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย เช่น การจัดเมนูทดแทนสำหรับเด็กที่แพ้อาหาร การเพิ่มพลังงานหรือโปรตีนสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือการควบคุมปริมาณอาหารควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ทั้งนี้ หากสงสัยว่าความผิดปกติดังกล่าวอาจมีสาเหตุจากปัญหาด้านสุขภาพ ควรประสานผู้ปกครองเพื่อนำเด็กเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ต่อไป
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาการกินในเด็กและแนวทางการดูแลได้จากบทความเรื่อง เมื่อลูก…เป็นเด็กกินยาก ซึ่งจัดทำโดยนักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยาคลินิก สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงบทความเรื่อง ปัญหาการกินในเด็ก (Feeding problems in children) จากเว็บไซต์ของสถาบันราชานุกูล เพื่อเป็นแนวทางในการสังเกต คัดกรอง และให้การดูแลเด็กที่มีปัญหาการรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย
กล่าวโดยสรุป การจัดการโภชนาการในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ทั้งการจัดอาหารที่มีคุณภาพ มีสารอาหารครบถ้วน และเพียงพอต่อความต้องการตามวัย การควบคุมมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยตามหลักสุขาภิบาล การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมผ่านการจัดประสบการณ์เรียนรู้และการเป็นแบบอย่างที่ดีของครู/ผู้ดูแลเด็ก ตลอดจนการเฝ้าระวังและติดตามภาวะโภชนาการของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี และวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง:
คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย สสส. (ม.ป.ป.). คู่มือการเรียนรู้ “โภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก”. https://resource.thaihealth.or.th/files/66/3_คู่มือการเรียนรู้.pdf
จรัสพงศ์ เอื้ออริยะพานิชกุล. (ม.ป.ป.). ภาวะเด็กผอมเกินหรือภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์: เด็กผอมที่ว่าน่ารัก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม. โรงพยาบาลบีเอ็นเอช. https://www.bnhhospital.com/th/article/wasting
ฉัตรณพัฒน์ โชติกวิรัชกิจ & จีรนันท์ คันทะสอน. (ม.ป.ป.). เมื่อลูกเป็นเด็กกินยาก. ศูนย์ข้อมูลสถาบัน เพื่อสุขภาพและการแพทย์
(SI Doctor, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล).https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/sirirajonline2021/Article_files/1554_1P6iXX.pdf
วรวรรณ จงสง่าวิทยาเลิศ. (ม.ป.ป.). ปัญหาการกินในเด็ก (Feeding problems in children). ราชานุกูล. https://th.rajanukul.go.th/preview-5027.html
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ตำรับอาหารสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย อายุ 1–5 ปี. https://nutrition2.anamai.moph.go.th/…/222740819c84b7c14b5d49e3d68897d1.pdf
Mukasa, M. (7 January 2025). How malnutrition affects children’s education. Concern Worldwide. https://www.concern.org.uk/news/how-malnutrition-affects-childrens-education
UNICEF. (2019). The state of the world’s children 2019: Children, food and nutrition—Growing well in a changing world. https://www.unicef.org/reports/state-of-worlds-children-2019
UNICEF. (2562). แนวทางการจัดอาหาร บริบาลน้ำ และสร้างสุขภาวะที่ดีในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 ตามมาตรฐาน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. 2562.
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา. (ม.ป.ป.). โรคอ้วนในเด็ก จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอ้วนแล้ว. โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา. https://www.phyathai-sriracha.com/article/pediatrics/โรคอ้วนในเด็ก-จะรู้ได้อ/