
ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงสำคัญสำหรับการพัฒนามนุษย์ให้เติบโตเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมืองตั้งแต่วัยเริ่มต้น คู่มือกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อธิบายว่า “คุณธรรม” หมายถึง แนวทางการประพฤติที่ดีงามและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การส่งเสริมคุณธรรมในเด็กปฐมวัยควรดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสอดคล้องกับระดับพัฒนาการของเด็ก โดยเลือกคุณธรรมที่ใกล้ตัวและสามารถฝึกฝนได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ความมีระเบียบวินัย ความมีน้ำใจ และการมีจิตสาธารณะ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2548)
ส่วนคำว่า “พลเมือง” สำนักงานราชบัณฑิตยสภาให้นิยามว่า หมายถึง บุคคลที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในฐานะประชาชนของประเทศหนึ่ง ๆ รวมถึงผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกันและมีพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมร่วมกัน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2556) ในบริบทของประเทศไทยซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การส่งเสริมความเป็นพลเมืองจึงควรมุ่งให้เด็กได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่และการอยู่ร่วมกันตามวิถีประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมกับวัย ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอหลักการสำคัญของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไว้ 3 ประการ ได้แก่ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และยอมรับความแตกต่าง การเคารพสิทธิ เสรีภาพ และกติกาของสังคมที่เป็นธรรม และการมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ โดยหลักการดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์เพื่อวางรากฐานความเป็นพลเมืองที่ดีตามวิถีประชาธิปไตยให้กับเด็กปฐมวัยได้ต่อไป
การปลูกฝังคุณธรรมและการเป็นพลเมืองดีสำหรับเด็กปฐมวัย
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้กำหนดแนวทางในการปลูกฝังคุณธรรมและการเป็นพลเมืองดีไว้ เพื่อเป็นกรอบในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสมตามวัย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็ก และระหว่างเด็กด้วยกัน
การสร้างสัมพันธภาพเชิงบวกระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็ก รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กด้วยกัน เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยทางอารมณ์ช่วยให้เด็กเกิดความไว้วางใจต่อผู้ใหญ่และสภาพแวดล้อมรอบตัว เมื่อเด็กได้รับการดูแลด้วยความอบอุ่นและเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะกล้าแสดงออก กล้าเรียนรู้ และพร้อมพัฒนาตนเองในด้านอื่น ๆ ดังนั้น การสร้างสัมพันธภาพที่ดีจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังคุณธรรม การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต โดยสามารถพิจารณาแนวทางสำคัญได้ดังต่อไปนี้
1.1 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็ก
ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็กช่วยให้การปลูกฝังระเบียบวินัยและคุณธรรมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะความไว้วางใจที่เกิดจากสัมพันธภาพเชิงบวกทำให้เด็กเปิดใจรับฟังและพร้อมเรียนรู้จากผู้ใหญ่ อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาการเรียนรู้ อธิบายว่า เด็กเรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ ผ่านกระบวนการสังเกตและการเลียนแบบ (observational learning) โดยเฉพาะจากบุคคลที่ใกล้ชิดและมีบทบาทสำคัญในชีวิต เช่น พ่อแม่ หรือครู/ผู้ดูแลเด็ก ดังนั้น เมื่อครู/ผู้ดูแลเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ความเมตตา ความยุติธรรม การเคารพผู้อื่น และการปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเข้าใจ เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับและนำแบบอย่างเหล่านั้นไปปรับใช้ในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณลักษณะของการเป็นพลเมืองที่ดีในระยะยาว
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็กยังส่งเสริมให้เด็กปฏิบัติตามกติกาด้วยความรักและความไว้วางใจ มากกว่าการทำตามเพราะความกลัว เมื่อเด็กเกิดความเชื่อใจ ครู/ผู้ดูแลเด็กจะสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและปลอดภัยทางอารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเปิดรับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปัน การช่วยเหลือ การคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และนำไปสู่การพัฒนาจิตสาธารณะ ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติต่อเด็กทุกคนด้วยความยุติธรรมและเท่าเทียมยังทำให้เด็กซึมซับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนและการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย
แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็กสามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การพูดคุยกับเด็กในระดับสายตา เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกถูกกดดันหรืออยู่ภายใต้อำนาจ แต่รับรู้ว่าครู/ผู้ดูแลเด็กพร้อมรับฟังและเข้าใจอย่างแท้จริง การปฏิบัติตามความสนใจและยอมรับการตัดสินใจของเด็กในเรื่องที่เหมาะสมตามวัย ช่วยให้เด็กเห็นว่าความคิดของตนมีคุณค่าและได้รับความเคารพ การรับฟังและต่อยอดความคิดของเด็กเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความเชื่อมั่นในตนเอง การแสดงความเข้าใจต่อข้อผิดพลาดของเด็ก (Empathy for Mistakes) ช่วยให้เด็กกล้าลองผิดลองถูกโดยไม่หวาดกลัวต่อการถูกตำหนิ
และค่อย ๆ พัฒนาความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงการให้อภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงลึกระดับปฐมวัย โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางต่อไป
1.2 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็ก
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็กมีบทบาทสำคัญต่อการปลูกฝังคุณธรรมและการพัฒนาความเป็นพลเมือง เนื่องจากการอยู่ร่วมกันในกลุ่มช่วยให้เด็กเรียนรู้การเข้าใจผู้อื่น เคารพกติกา และรับผิดชอบต่อส่วนรวมผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่นและเกื้อกูลกัน เด็กจะค่อย ๆ พัฒนาทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต เช่น
- ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เด็กที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจะเริ่มเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นพื้นฐานของคุณธรรมเรื่องความเมตตากรุณาและการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ครู/ผู้ดูแลเด็กสามารถส่งเสริมทักษะนี้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเล่านิทานแล้วชวนเด็กพูดคุยถึงความรู้สึกของตัวละคร หรือการชวนเด็กสังเกตและพูดถึงความรู้สึกของเพื่อนในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เมื่อเพื่อนล้ม หรือเมื่อเพื่อนดีใจจากความสำเร็จ
- ความยุติธรรม การรักษากติกา และการเคารพสิทธิ การเล่นและทำกิจกรรมร่วมกันช่วยให้เด็กซึมซับเรื่องความเท่าเทียม การรักษากติกา และการเคารพสิทธิของผู้อื่นซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น การผลัดกันเล่นของเล่น การรอคิว หรือการขออนุญาตก่อนใช้ของผู้อื่น ครู/ผู้ดูแลเด็กอาจจัดกิจกรรมกลุ่ม เช่น เกมที่ต้องผลัดกันเล่น การแบ่งอุปกรณ์ในการทำงานศิลปะ หรือการช่วยกันกำหนดกติกาของห้องเรียนร่วมกัน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกันต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นและกติกาของส่วนรวม
- การมีน้ำใจและการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม การช่วยเหลือกันในกลุ่มช่วยปลูกฝังคุณธรรมเรื่องการมีน้ำใจ และปลูกฝังหน้าที่พลเมืองเรื่องการมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ครู/ผู้ดูแลเด็กสามารถจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กช่วยเหลือกัน เช่น การช่วยกันเก็บของเล่นหลังทำกิจกรรม การช่วยเตรียมอุปกรณ์ก่อนทำกิจกรรมศิลปะ การแบ่งปันอุปกรณ์ให้เพื่อนที่ยังไม่มี หรือกิจกรรมกลุ่มที่ต้องอาศัยความร่วมมือ เช่น การช่วยกันต่อบล็อก หรือเกมที่ต้องช่วยกันทำภารกิจให้สำเร็จ
กิจกรรมและประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณธรรม ทักษะทางสังคม และจิตสำนึกของการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมืองตั้งแต่วัยปฐมวัย
2. มีการจัดการความขัดแย้งอย่างเหมาะสม
ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยเฉพาะในช่วงวัยปฐมวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้การควบคุมอารมณ์และการสื่อสารกับผู้อื่น ซินดี้ ฟินช์ (Cindy Finch) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน อธิบายว่า เด็กเล็กมักเกิดความขัดแย้งจากเรื่องใกล้ตัว เช่น การแย่งของเล่น ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน หรือความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้ความขัดแย้งอาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ความกลัว หรืออารมณ์รุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้ หากได้รับการชี้แนะอย่างเหมาะสม ความขัดแย้งจะช่วยให้เด็กพัฒนาการควบคุมอารมณ์ การสื่อสาร การเข้าใจเหตุและผลของการกระทำ ทั้งนี้ ครู/ผู้ดูแลเด็กมีบทบาทสำคัญในการชี้แนะกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เพื่อให้เด็กเรียนรู้การจัดการความขัดแย้งอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งค่อย ๆ พัฒนาคุณธรรมและพื้นฐานของความเป็นพลเมืองที่ดีควบคู่กันไป
มูลนิธิไฮสโคป (HighScope Educational Research Foundation) นำเสนอแนวทางจัดการความขัดแย้งในเด็กเล็กไว้ 6 ขั้นตอน โดยเน้นว่า ครู/ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ทำหน้าที่ “ตัดสิน” ว่าใครถูกหรือผิด แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เด็กเรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง กระบวนการทั้ง 6 ขั้นตอนมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เข้าไปหาอย่างสงบ และหยุดพฤติกรรมที่เป็นอันตราย (Approach calmly) ครู/ผู้ดูแลเด็กเข้าหาเด็กทันทีด้วยท่าทีมั่นคง สงบ และเป็นกลาง ลดระดับสายตาให้อยู่ใกล้เด็ก หากมีการแย่งของหรือพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตราย ควรหยุดสถานการณ์อย่างนุ่มนวลก่อน เพื่อสร้างความปลอดภัยเป็นลำดับแรก
ขั้นตอนที่ 2 รับฟังและยอมรับความรู้สึกของเด็ก (Acknowledge feelings) สะท้อนอารมณ์ของเด็กอย่างเข้าใจ เช่น “ครูเห็นว่าหนูกำลังโกรธมาก” หรือ “ดูเหมือนหนูจะเสียใจนะ” การยอมรับความรู้สึกจะช่วยให้เด็กผ่อนคลาย และเปิดพื้นที่สู่การใช้เหตุผล
ขั้นตอนที่ 3 รวบรวมข้อมูล (Gather information) เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนเล่าเหตุการณ์จากมุมของตนเอง โดยถามคำถามปลายเปิด เช่น “เกิดอะไรขึ้นเหรอ” และจัดลำดับให้เล่าทีละคน เพื่อฝึกการฟังอย่างเคารพ
ขั้นตอนที่ 4 สรุปปัญหา (Restate the problem) ครู/ผู้ดูแลเด็กสรุปสถานการณ์ให้เด็กเห็นภาพร่วมกัน เช่น “ของเล่นมีชิ้นเดียว แต่ทั้งสองคนอยากเล่นพร้อมกัน แบบนี้ใช่ไหม” การสรุปช่วยให้เด็กมองเห็น “ปัญหา” อย่างชัดเจน แยกออกจากตัวบุคคล
ขั้นตอนที่ 5 ระดมความคิดหาทางออก (Ask for solutions) ชวนเด็กคิดแนวทางแก้ไข เช่น “เราจะทำอย่างไรดีให้ทั้งสองคนพอใจ” เปิดโอกาสให้เด็กเสนอทางเลือกด้วยตนเอง เช่น ผลัดกันเล่น หรือเล่นด้วยกัน ครู/ผู้ดูแลเด็กอาจช่วยเสนอแนวทางเพิ่มเติม แต่ควรให้เด็กเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกัน
ขั้นตอนที่ 6 ติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อตกลง (Give follow-up support) เมื่อได้ข้อตกลงแล้ว ครู/ผู้ดูแลเด็กให้กำลังใจ เช่น “ครูภูมิใจที่หนูช่วยกันหาทางออกได้” และเฝ้าสังเกตอยู่ห่าง ๆ เพื่อดูว่าข้อตกลงนั้นดำเนินไปได้จริงหรือไม่
แนวทางการจัดการความขัดแย้งทั้ง 6 ขั้นตอนนี้ จะช่วยทำให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ผ่านการฟัง การพูด การคิด และการตัดสินใจร่วมกัน
3. ชี้แนวทางพฤติกรรมที่เหมาะสมให้แก่เด็ก
นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการกำกับตนเอง (self-regulation) ถือเป็นแนวทางสำคัญของการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยสมาคมระดับโลกเพื่อการศึกษาปฐมวัยจากสหรัฐอเมริกา (NAEYC) อธิบายว่า หากครู/ผู้ดูแลเด็กพัฒนาทักษะการกำกับตนเองของเด็กอย่างต่อเนื่อง เด็กจะค่อย ๆ มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองมากขึ้น สามารถใช้ภาษาเพื่อสื่อสารความต้องการอย่างเหมาะสม และเลือกกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาได้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ การจัดการความขัดแย้งควบคู่กับการส่งเสริมทักษะการกำกับตนเอง สามารถดำเนินการผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 ระบุพฤติกรรมและสะท้อนอารมณ์ ครู/ผู้ดูแลเด็กบรรยายพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน กระชับ และเป็นกลาง โดยไม่ตีตราหรือกล่าวโทษเด็ก พร้อมทั้งสะท้อนและตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้น เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ตนเอง (self-awareness) และทำให้เด็กรู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างเข้าใจ เช่น
“ครูเห็นหนูกำลังปาของเล่นลงพื้นนะ ดูเหมือนหนูจะหงุดหงิดอยู่หรือเปล่า”
“ตอนนี้หนูกำลังผลักเพื่อนอยู่ ครูสงสัยว่าหนูอาจจะโกรธใช่ไหม”
การสื่อสารลักษณะนี้ช่วยแยก “ตัวเด็ก” ออกจาก “พฤติกรรม” และเปิดโอกาสให้เด็กเริ่มเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับอารมณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะการกำกับตนเอง
ขั้นตอนที่ 2 อธิบายเหตุผลและผลที่ตามมา ครู/ผู้ดูแลเด็กอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเชื่อมโยงกับข้อตกลงหรือกติกาที่กำหนดร่วมกัน เพื่อพัฒนาแนวคิดเรื่องเหตุและผล (cause and effect) และเสริมสร้างความสามารถในการใช้เหตุผลของเด็ก เช่น
“ถ้าหนูปาของเล่นลงพื้น ของเล่นอาจแตก แล้วเราจะไม่มีของเล่นชิ้นนี้เล่นอีกนะ”
“ถ้าหนูผลักเพื่อน เพื่อนอาจล้มและเจ็บได้ เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ทำให้เพื่อนเจ็บใช่ไหม”
การอธิบายลักษณะนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจผลลัพธ์ของการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม และเรียนรู้ที่จะพิจารณาผลกระทบก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำกับตนเองในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 3 ชี้แนวทางพฤติกรรมที่เหมาะสม ครู/ผู้ดูแลเด็กเสนอพฤติกรรมทางเลือกที่เหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์ แทนการมุ่งเพียงหยุดหรือห้ามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระบวนการนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการกำกับตนเอง และส่งเสริมให้เด็กสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ครั้งต่อไปได้ เช่น
“ถ้าหนูอยากปาของ เราไปปาลูกบอลที่สนามแทนดีไหม”
“ถ้าหนูโกรธเพื่อน ลองพูดว่า ‘หนูไม่ชอบแบบนี้’ แทนการผลักนะ”
การเสนอทางเลือกที่ชัดเจนช่วยให้เด็กเห็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และเรียนรู้ว่าความรู้สึกของตนเองสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน
กระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการตระหนักรู้ตนเอง เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับผลที่ตามมา และเรียนรู้พฤติกรรมทางเลือกที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ส่งผลให้เด็กค่อย ๆ สร้างทักษะการกำกับตนเอง การใช้เหตุผล และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ในระยะยาว เด็กจะสามารถจัดการความขัดแย้งได้ด้วยตนเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาการควบคุมจากผู้ใหญ่ และพัฒนาความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพและรับผิดชอบต่อสังคม
4. มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณธรรมและความเป็นพลเมืองที่ดี
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณธรรมและความเป็นพลเมืองที่ดี ทั้งนี้ควรออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยมีแนวทางดำเนินงานดังต่อไปนี้
4.1 จัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก
การจัดประสบการณ์ควรคำนึงถึงอายุ วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ เนื่องจากเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความสามารถในการคิด การควบคุมอารมณ์ และการเข้าใจกติกาทางสังคมแตกต่างกัน
สำหรับเด็กเล็ก (0–3 ปี) การจัดประสบการณ์ควรเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติ และกิจวัตรประจำวัน เช่น การฝึกเก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ การรอคิว การแบ่งปันของเล่นกับเพื่อน หรือการดูแลสิ่งของของตนเอง ประสบการณ์ลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้กติกาเบื้องต้น ฝึกการควบคุมตนเอง และเริ่มพัฒนาทักษะทางสังคมผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยที่เด็กเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบและประสบการณ์ตรงเป็นสำคัญ
ส่วนเด็กที่มีอายุมากขึ้น (3–5 ปี) สามารถจัดกิจกรรมที่มีระดับความซับซ้อนและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เช่น การทำงานกลุ่ม การร่วมกันกำหนดกติกาของห้องเรียน การผลัดกันทำหน้าที่เวรประจำวัน หรือการร่วมกันแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อน เนื่องจากเด็กในช่วงวัยนี้เริ่มพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล เข้าใจมุมมองของผู้อื่น และสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนได้มากขึ้น กิจกรรมดังกล่าวจึงช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การตัดสินใจร่วมกัน และการเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม
4.2 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กได้ฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม สามารถดูแลตนเอง ปฏิบัติตามกติกา และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมตามวัย
ตัวอย่างการจัดประสบการณ์ เช่น การฝึกเก็บกระเป๋า การล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร เพื่อให้เด็กเรียนรู้ความมีระเบียบวินัยและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง กิจกรรมส่งเสริมการแยกขยะช่วยให้เด็กเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อสังคม การปฏิบัติตามกติกา และการคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม กิจกรรม “ตะกร้าแบ่งปัน” ที่ให้เด็กนำของเล็ก ๆ เช่น สติกเกอร์หรือเครื่องเขียนมาแบ่งปันกับเพื่อน เพื่อส่งเสริมคุณธรรมด้านความมีน้ำใจ นอกจากนี้ อาจจัดกิจกรรมเวรประจำวันของห้องเรียน โดยให้เด็กผลัดกันรับหน้าที่ เช่น ช่วยแจกอุปกรณ์ ดูแลมุมหนังสือ หรือเทขยะในห้อง เพื่อให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น
การจัดประสบการณ์ดังกล่าวช่วยให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณธรรม และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ดี
4.3 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอความคิดเห็น
การจัดประสบการณ์ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอความคิดเห็นของตนเอง โดยครู/ผู้ดูแลเด็กทำหน้าที่สนับสนุน อำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก เพื่อส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การเคารพสิทธิของผู้อื่น การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ตัวอย่างการจัดประสบการณ์ เช่น กิจกรรมวางแผนทำงานกลุ่ม โดยให้เด็กช่วยกันคิดและตัดสินใจว่าจะสร้างผลงานจากวัสดุที่มีอยู่ เด็กจะได้ร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่ และนำเสนอผลงานต่อเพื่อน ๆ ในห้องเรียน ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ การช่วยเหลือกัน และการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น กิจกรรมประชุมกลุ่มย่อยของเด็กเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมในห้องเรียน เช่น การเลือกกิจกรรมที่ต้องการทำ หรือการร่วมกันแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อน ซึ่งช่วยส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ การรับฟังผู้อื่น และการตัดสินใจร่วมกัน
นอกจากนี้ อาจเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมกันกำหนดกติกาของห้องเรียน โดยครู/ผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ชี้แนะและสนับสนุนกระบวนการพูดคุยของเด็ก เช่น การรอคิว การแบ่งปันของเล่น หรือการฟังเพื่อนพูด เพื่อให้เด็กเรียนรู้การเคารพกติกา การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการตระหนักถึงสิทธิของตนเองและผู้อื่นในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคุณธรรมและความเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย
4.4 จัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วม
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ทั้งในด้านการร่วมวางแผน สนับสนุนสื่อและแหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้เด็กได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่สอดคล้องกันระหว่างบ้าน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน
ตัวอย่างการดำเนินงาน เช่น การจัดประชุมวางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครอง การเชิญผู้ปกครองหรือบุคคลในชุมชนมาเป็นวิทยากรหรือร่วมจัดกิจกรรมกับเด็ก การจัดโครงการบริการชุมชนที่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมตามวัย หรือการสื่อสารผลการพัฒนาเด็กกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอเพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก กระบวนการดังกล่าวยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การมีส่วนร่วม การเคารพบทบาทของสมาชิกในสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณธรรมและความเป็นพลเมืองที่ดีเพิ่มเติมได้จากเอกสารที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นแหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการ เช่น บทความเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองของเด็กปฐมวัย บทความเรื่อง แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และหนังสือ กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเด็กปฐมวัย ซึ่งล้วนให้แนวคิด แนวทาง และตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่สามารถนำไปพัฒนาการจัดประสบการณ์ในบริบทของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ
การปลูกฝังคุณธรรมและการเป็นพลเมืองดีในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องดำเนินอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการสร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่นและมั่นคงระหว่างครู/ผู้ดูแลเด็กกับเด็ก รวมถึงระหว่างเด็กด้วยกัน เพื่อวางรากฐานทางอารมณ์และสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ควบคู่กับการส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสินมคุณธรรมและความเป็นพลเมืองที่ดี ตลอดจนการเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้ การจัดประสบการณ์ควรเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การมีปฏิสัมพันธ์ และการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณธรรม เคารพความเสมอภาค เข้าใจสิทธิและหน้าที่ และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง:
ชนาธิป ศรีโท และคณะ. (2564). แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย. วารสารพุทธสังคมวิทยาปริทรรศน์, 6(3), 62–75. https://e-port.mbu.ac.th/file/profiles31/3330_1634198303.pdf
วรวรรณ เหมชะญาติ. (2563). การจัดการความขัดแย้งร่วมกับเด็กเล็ก. Journal of Early Childhood Education Management, 2(2), 90–91.
สิรินทร์ ลัดดากลม บุญเชิดชู. (2560). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองของเด็กปฐมวัย. วารสารครุศาสตร์, 45(2), 254–267. https://digital.car.chula.ac.th/cgi/viewcontent.cgi?article=3330&context=educujournal
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2565). แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงลึกระดับปฐมวัย. https://academic.obec.go.th/web/images/news/1661483574_d_3.pdf
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2548). กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเด็กปฐมวัย. บริษัทพริกหวานกราฟิก จำกัด.
Finch, C., & Wirtanen, L. (June 2012). Children and conflict in the classroom. Community Playthings. https://www.communityplaythings.co.uk/learning-library/articles/children-and-conflict-in-the-classroom
National Association for the Education of Young Children. (2023). A three-step approach to help children navigate conflict. NAEYC. https://www.naeyc.org/resources/pubs/tyc/fall2023/three-step-approach