
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการลงมือกระทำ “สื่อการเรียนรู้” จึงมีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการและทักษะด้านต่าง ๆ ของเด็ก ๆ เพราะสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพจะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ผ่านประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ อยากสำรวจ ทดลอง คิดแก้ปัญหา และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ
กระทรวงศึกษาธิการ ให้นิยามของคำว่า “สื่อการเรียนรู้” ไว้ในคู่มือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการและคุณลักษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาอย่างรอบด้าน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมไว้โดยละเอียด เพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นระบบ และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กได้อย่างแท้จริง โดยสามารถพิจารณาแนวทางได้ดังนี้

1. การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมตามวัย
คู่มือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานระบุว่า สื่อการเรียนรู้มีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) สื่อการเรียนรู้แต่ละประเภทมีคุณลักษณะและบทบาทที่แตกต่างกัน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรจัดให้เด็กได้สัมผัสสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งสื่อที่มาจากธรรมชาติ เช่น ดิน หิน ทราย ใบไม้ และสื่อที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งอาจเป็นสื่อที่จัดซื้อ หรือสื่อที่ครูประดิษฐ์ขึ้น เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย
ทั้งนี้ คู่มือมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ให้นิยาม “เทคโนโลยีในระดับปฐมวัย” ไว้ว่า เป็นการนำความรู้ ทักษะ และวัสดุอุปกรณ์มาสร้างสิ่งของเครื่องใช้เพื่อแก้ปัญหา หรือสนองความต้องการของเด็กผ่านกระบวนการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กปฐมวัยไม่ได้หมายถึงคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่หมายถึงของเล่นของใช้ในชีวิตประจำวันรอบตัวเด็ก เช่น ของใช้ประจำตัวเด็ก ของเล่นในมุมบทบาทสมมติ บล็อก ของเล่นสัมผัส ของเล่นประเภทกลไก กรรไกร กาว แว่นขยาย เครื่องใช้ ไฟฟ้า เครื่องเล่นสนาม (มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ, 2562)
การใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เพราะสื่อแต่ละประเภทสามารถกระตุ้นการรับรู้และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เด็กจึงได้เรียนรู้ผ่านการมอง ฟัง สัมผัส และลงมือปฏิบัติจริงอย่างรอบด้าน ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เหมาะสมกับพัฒนาการ และส่งเสริมการเติบโตของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
2. การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นตอนการจัดประสบการณ์
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการ ให้นิยามคำว่า “การจัดประสบการณ์” ไว้ว่า เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรุณาการผ่านการเล่นด้วยการลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดการเรียนรู้ ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2561) หากสื่อการเรียนรู้สามารถสนับสนุนการจัดประสบการณ์ให้เป็นไปอย่างราบรื่น และตอบสนองต่อความสนใจของเด็ก ก็จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ครูจึงควรเลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับขั้นตอนการจัดประสบการณ์ โดยเปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสได้หยิบจับ ทดลอง สังเกต และเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยจัดวางสื่อการเรียนรู้ไว้ที่มุมกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องเรียน เช่น มุมบทบาทสมมติ มุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์ ให้เป็นระเบียบ และเพียงพอต่อการใช้งาน รวมทั้งจัดสื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้เข้าถึงง่าย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระตามความสนใจ
ทั้งนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ หลักการจัดประสบการณ์ และแนวทางการจัดประสบการณ์ให้เหมาะกับเด็กปฐมวัยได้ที่ คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สำหรับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ซึ่งจัดทำโดย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นแนวทางในเลือกสื่อการเรียนรู้ในการจัดประสบการณ์ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป
3. การใช้สื่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ครูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรใช้สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งระหว่างครูกับเด็ก และระหว่างเด็กกับเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กมีโอกาสได้สื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างทำกิจกรรม การมีสื่อเป็นตัวกลางจะช่วยให้การปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งเสริมให้เด็กกล้าพูดคุย แสดงความคิดเห็น และร่วมแก้ปัญหาไปพร้อมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมและการเรียนรู้ในระยะยาว
การใช้สื่อเพื่อเสริมปฏิสัมพันธ์สามารถทำได้ด้วยการจัดให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มเล็ก เช่น การสร้างบ้านด้วยบล็อกไม้ที่ต้องช่วยกันคิดและลงมือทำ การใช้สื่อกระตุ้นการสนทนา เช่น ครูชี้ชวนให้เด็ก ๆ สังเกตใบไม้ผ่านแว่นขยายพร้อมตั้งคำถาม หรือการจัดบทบาทสมมติ เช่น ร้านขายของ ให้เด็กผลัดกันเป็นพ่อค้าและลูกค้า ฝึกการเจรจาและรอคอย เมื่อเด็กได้ใช้สื่อร่วมกับเพื่อน จะเกิดการเรียนรู้ทางสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ต่อไป
4. การเลือกใช้และบำรุงรักษาสื่อการเรียนรู้ให้ปลอดภัยและเพียงพอ
การคัดสรรสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องพิจารณาคุณลักษณะด้านความปลอดภัย ความทนทาน ขนาด น้ำหนัก และความสอดคล้องกับพัฒนาการอย่างรอบคอบ เนื่องจากเด็กในช่วงวัยดังกล่าวมักมีพฤติกรรมหยิบ จับ สำรวจด้วยการลองใส่ปาก เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว และเล่นอย่างเต็มแรงตามธรรมชาติของวัย หากสื่อการเรียนรู้มีลักษณะไม่เหมาะสม ชำรุด หรือไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก หรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ได้
ครูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงต้องคัดเลือกและบำรุงรักษาสื่อการเรียนรู้ทุกประเภทให้มีสภาพพร้อมใช้งาน แข็งแรง ปลอดภัย และเหมาะสมต่อพัฒนาการของเด็ก โดยหลีกเลี่ยงสื่อที่ชำรุด แตกหัก มีเหลี่ยมคม หรือมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่อาจหลุดออกได้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ครูควรดำเนินการตรวจสอบ ทำความสะอาด จัดเก็บอย่างเป็นระบบ และดำเนินการซ่อมแซมหรือคัดออกทันทีเมื่อพบว่าสื่อดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพเหมาะสม นอกจากนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีสื่อการเรียนรู้ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้สื่ออย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเอื้อต่อการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กในแต่ละช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม
5. การจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก
สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษาอธิบายว่า “สภาพแวดล้อมการเรียนรู้” (Learning Environment) คือสิ่งต่าง ๆ และสภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้เรียน ซึ่งส่งผลต่อผู้เรียนทั้งทางบวกและทางลบ และมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา, 2567) นอกจากนี้ยังแบ่งสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
5.1 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
หมายถึง สภาพแวดล้อมของพื้นที่การเรียนรู้ที่จับต้องได้ รวมถึงการออกแบบ จัดวางให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น สภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่สะอาด ปลอดภัย ปราศจากสิ่งรบกวน
5.2 สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา
สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาที่ดีจะส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยครูควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งจะทำให้เด็กมีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น
5.3 สภาพแวดล้อมทางอารมณ์
เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางอารมณ์เชิงบวกจะเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ครูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก และสามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างอิสระ เพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างราบรื่น
จากข้อมูลข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา และสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ เช่น จัดห้องเรียนให้เป็นระบบ สะอาด จัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน อาทิ สนามเด็กเล่น ลานกิจกรรม หรือพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและแสดงอารมณ์ สนับสนุนให้ครอบครัวและบุคคลในชุมชน มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมประสบการณ์ของเด็ก ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัด สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ได้ที่เว็บไซต์ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ต่อไป
6. การจัดกิจกรรมให้เด็กได้สร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย
นอกจากการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้ใช้สื่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะต่าง ๆ แล้ว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยยังควรส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสออกแบบและสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้หรือของเล่นด้วยตนเองอย่างเหมาะสมตามวัย เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วมและได้ลงมือปฏิบัติ เช่น การประดิษฐ์ของเล่นจากกล่องกระดาษ การสร้างหุ่นจากวัสดุเหลือใช้ หรือการทำอุปกรณ์ง่าย ๆ สำหรับทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ ฝึกความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เสริมทักษะการแก้ปัญหา และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้เด็กได้
อย่างไรก็ตาม การให้เด็กออกแบบและทำสื่อการเรียนรู้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครู โดยครูต้องสาธิตวิธีการใช้วัสดุและอุปกรณ์อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การใช้กาว สกอตเทป กรรไกร ไม้บรรทัด ของมีคม หรือวัสดุที่มีความร้อน พร้อมทั้งกำหนดกติกาการใช้ร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น การแบ่งปันอุปกรณ์ การรอคิว การใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวัง และการทำความสะอาด จัดเก็บอุปกรณ์หลังทำกิจกรรมเสร็จสิ้น การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จะช่วยปลูกฝังความรับผิดชอบ การรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระยะยาว
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สื่อการเรียนรู้อย่างเหมาะสม
ครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการสังเกตและเลียนแบบ ซึ่งเป็นธรรมชาติพื้นฐานของเด็กในช่วงวัยนี้ ดังนั้น ครูจึงต้องเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อการเรียนรู้อย่างถูกวิธี มีความระมัดระวัง และปฏิบัติตามขั้นตอนที่ปลอดภัยอยู่เสมอ ทั้งการหยิบจับ การใช้งาน การทำความสะอาด และการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังนิสัยที่ดีให้เด็กมีความรับผิดชอบ มีระเบียบ และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ครูยังต้องเป็นผู้กำกับดูแลเด็ก ๆ ในการใช้สื่อเทคโนโลยีประเภทหน้าจอ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เด็กเล็กควรได้รับเนื้อหาที่ปลอดภัย มีคุณภาพ พร้อมกำหนดระยะเวลาการใช้งานอย่างเหมาะสมตามหลักสากล การใช้อุปกรณ์หน้าจอควรเป็นกิจกรรมที่มีครูร่วมอยู่ด้วย เพื่อพูดคุย ซักถาม และช่วยให้เด็กเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นกับประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้การใช้สื่อเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อเด็ก ๆ อย่างแท้จริง
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สื่อเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ได้จากหนังสือ การใช้สื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย จัดพิมพ์โดย สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นแนวทางในการเลือก ใช้ และกำกับสื่อเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพัฒนาการเด็กอย่างละเอียดและครอบคลุม
จากเนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องพิจารณาเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ควบคู่กับการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างรอบด้าน และการวางบทบาทของครูในการกำกับ ดูแล และส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานอย่างสอดประสานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกสื่อ การจัดมุมประสบการณ์ การออกแบบกิจกรรม รวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีของครู ล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ปลอดภัย เหมาะสม และหลากหลายตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย การบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยให้ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็น และพร้อมก้าวสู่ระดับการเรียนรู้ที่สูงขึ้นอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ
เอกสารอ้างอิง:
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี (พิมพ์ครั้งที่ 1). กระทรวงศึกษาธิการ.
The Education Department of Bangkok Archdiocese. (25 พฤษภาคม 2565). เด็กปฐมวัยกับการเรียนรู้เทคโนโลยี. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=qrq19vWzvx8
สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2560). การใช้สื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย. บริษัท พลัสเพรส จำกัด.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา. (ม.ป.ป.). สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment). สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. https://www.onec.go.th/th.php/page/view/Outstand/5854
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สำหรับเด็กอายุ ๓–๖ ปี. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.