
Best Practiceมีการใช้ชื่อในภาษาไทยที่แตกต่างกันออกไป อาทิ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ดังนั้นในบทความนี้จึงขอใช้คำว่า “Best Practice” เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เนื่องจากเป็นชื่อที่คนทั่วไปรู้จักและใช้อย่างแพร่หลาย
Best Practice ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาองค์กร โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการดำเนินงานและเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและลดระยะเวลาในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือทำได้ดีกว่า แล้วนำแนวทางนั้นมาปรับใช้และพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น
Best Practice มิได้จำกัดการนำไปใช้เฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่หรือภาคธุรกิจเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเช่นกัน หากครูได้ดำเนินการจัดกิจกรรมหรือพัฒนาการเรียนรู้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างชัดเจน เช่น ผู้เรียนมีพัฒนาการที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้ หรือเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย แนวทางดังกล่าวย่อมสามารถนำมาพัฒนาและต่อยอดเป็น Best Practice ได้
ผู้ที่จะพัฒนาหรือนำ Best Practice มาใช้ ควรมีความเข้าใจอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องความหมาย ความเป็นมา ความสำคัญ เกณฑ์การพิจารณา ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงาน และวิธีการเขียนนำเสนอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบท และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการศึกษา
Best Practice คืออะไร
Best Practice เป็นระบบบริหาร วิธีการปฏิบัติ กลยุทธ์ เทคนิค หรือวิธีการปฏิบัติงานที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้งานให้บรรลุผลได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานหรือองค์กร ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ วิจารณ์ พานิช (2547, น. 3) กล่าวว่า Best Practice เป็นการทำงานที่เกิดผลงานในลักษณะที่น่าภูมิใจ น่าชื่นชม เกิดผลสัมฤทธิ์สูง ประสิทธิภาพสูง คุณภาพสูง และควรส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาBest Practice ใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อคัดเลือก Best Practice ดังนี้
1. เป็นการปฏิบัติงานที่เกิดจากกลุ่มและมีเรื่องราวของกระบวนการพัฒนาที่ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ
2. สามารถบอกเล่าเรื่องราวเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิด วิธีปรึกษาหารือ
3. สามารถดึงเอาความรู้ที่อยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) มาเผยแพร่เป็นความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ได้ ซึ่งอาจใช้วิธีการประชุมเพื่อเสนอผลงาน การระดมความคิด การซักถาม และชี้ประเด็นเพื่อยกระดับความคิด การใช้คำถาม การสร้างเงื่อนไข สร้างบรรยากาศเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมนำความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดการเพิ่มพูนความรู้ของกลุ่ม และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน Best Practice จึงเป็นระบบบริหาร วิธีการปฏิบัติ กลยุทธ์ เทคนิค หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการแก้ปัญหาในห้องเรียน ที่ประสบความสำเร็จ ประสิทธิภาพสูง สามารถนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้งานให้บรรลุผลได้ตามวัตถุประสงค์
ความเป็นมาของ Best Practice
Best Practice เริ่มต้นจากวงการแพทย์ โดยมีการแลกเปลี่ยนวิธีการปฏิบัตินั้นกับหน่วยงานอื่นทั้งภายในและภายนอก จนสุดท้ายได้มีการนำไปใช้จนเป็นมาตรฐานของหน่วยงาน เช่น ในสหรัฐอเมริกา สมาคมวิชาชีพทางการแพทย์รวมตัวกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลผู้ป่วย โดยแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สำหรับประเทศไทย Best Practice เริ่มเข้ามาในวงการการศึกษา ในปี 2546 พร้อมกับโครงการ “โรงเรียนในฝัน” ที่มุ่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีสอน ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คิดเป็น มีทักษะชีวิต มีความเป็นไทย และมั่นใจในตนเอง และมีการจัดให้ประกวดBest Practice อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระแสในวงการศึกษาไทยจนกระทั่งทุกวันนี้
ความสำคัญของ Best Practice
Best Practice มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในหลายระดับ ดังนี้
ในระดับผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับพัฒนาการตามช่วงวัย และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเป็นแนวทางที่ผ่านการทดลองและพิสูจน์แล้วว่าสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับพัฒนาการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ในระดับครู ช่วยให้ครูมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ได้จริง ครูสามารถนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูกในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อีกทั้งยังช่วยให้การวางแผน การจัดประสบการณ์ การเลือกใช้สื่อ และการประเมินผลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Best Practice ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพทางวิชาชีพของครู ส่งเสริมให้ครูเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพและการยกระดับคุณภาพการสอนในระยะยาว
ในระดับสถานศึกษา เนื่องจากเป็นการรวบรวมและพัฒนาวิธีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลจริง สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบ (Model) เพื่อเผยแพร่หรือขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่น นอกจากนี้ในประกันคุณภาพตามกรอบการประเมินแนวทางการประกันคุณภาพภายนอก สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะมีผลการประเมินระดับ 5 ได้ ต้องมีผลการดำเนินการครบถ้วนตามรายการพิจารณาในระดับที่ 4 และเป็น Best Practice หรือมีผลการดำเนินการครบถ้วนตามรายการพิจารณาในระดับที่ 3 และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี และเป็น Best Practice (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2566)
Best Practice เกิดขึ้นได้อย่างไร
Best Practice นั้น เกิดขึ้นจาก 3 ประการ ดังนี้ (ราศรี แก้วนพรัตน์, 2548; กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์, 2563)
- เกิดจากตัวบุคคล ที่เรียนรู้หรือใช้ประสบการณ์จากการปฏิบัติงาน ความริเริ่มสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ดี หรือเกิดจากการได้รับรู้ข้อเสนอแนะผู้บริหาร วิทยากร เพื่อนร่วมงาน หน่วยงานอื่นๆ และผู้รับบริการ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ หรือวิธีการที่ดีกว่า
- เกิดจากอุปสรรค อุปสรรคในการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความกดดันที่มาจากผู้บริหาร การแข่งขัน การขับเคลื่อนนโยบายขององค์กร ภาวะข้อจำกัดของทรัพยากร ภาวะวิกฤติ ทำให้มีการแสวงหาแนวทาง กระบวนการในการแก้ปัญหา วิธีการที่ดีกว่าเพื่อให้ได้ผลสำเร็จสูงสุด
- เกิดจากแรงบันดาลใจที่อยากจะพัฒนา หรือค้นหาวิธีการใหม่ เพื่อสร้างความพึงพอใจของผู้รับบริการ หน่วยงานหรือของตนเอง การเสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร
องค์ประกอบสำคัญของ Best Practice
Best Practice มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1. ความสำเร็จอย่างชัดเจน: ต้องผลงานเชิงประจักษ์ถึงความสำเร็จตามเป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ชัดเจน บรรลุวัตถุประสงค์ และแก้ปัญหาได้จริง
2. เป็นระบบ: ในการขับเคลื่อนไปสู่ Best Practice ต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ เช่น วงจรคุณภาพ PDCA ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การวางแผน (Plan) 2) การปฏิบัติตามแผน (Do) 3) การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล (Check) 4) การปรับปรุงและพัฒนา (Act)
วงจรการปฏิบัติการในชั้น หรือ PAOR ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นวางแผน (Plan) 2) ขั้นลงมือปฏิบัติ (Act) 3) ขั้นสังเกต (Observe) และ 4) ขั้นสะท้อนผล (Reflecting)
3. นวัตกรรม/การต่อยอด: เป็นแนวทางที่คิดขึ้นใหม่ หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น ลดขั้นตอน ลดรอบระยะเวลาการทำงาน ลดทรัพยากร ลดค่าใช้จ่าย นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประกอบการทำงาน
4. ยั่งยืนและขยายผลได้: สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ความสำเร็จชั่วคราว และหน่วยงานอื่นสามารถนำไปปรับใช้เป็นแบบอย่างได้
เกณฑ์การพิจารณาว่า Best Practice หรือไม่ เป็นอย่างไร
การพิจารณาว่าผลงานใดเป็นแนวปฏิบัติใดเป็น Best Practice ให้พิจารณาจากเกณฑ์ 5 ประการ ดังนี้
- ความมีประสิทธิผล คือ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
- ความคุ้มค่า คือ ใช้ทรัพยากร (งบประมาณ เวลา คน) อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด
- ความเหมาะสม คือ สอดคล้องกับภารกิจ นโยบายของสถานศึกษาและบริบทของผู้เรียน
- ความยั่งยืน คือ มีความคงทน สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักยึดเกณฑ์ 3 ปีต่อเนื่อง หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (PAOR) ที่มีลักษณะเป็น 3 วงรอบต่อเนื่อง
- ความสามารถในการถ่ายทอด คือ สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้
ขั้นตอนการดำเนินงานของ Best Practice เป็นอย่างไร
ขั้นตอนการดำเนินงานของ Best Practice มีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ภารกิจที่แท้จริงของหน่วยงานนั้น ๆ
เป็นการทบทวนบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายหลักของหน่วยงานอย่างชัดเจน เพื่อให้เข้าใจว่าหน่วยงานมีภารกิจอะไรที่ต้องดำเนินการให้บรรลุผล รวมถึงการระบุปัญหา ความต้องการ หรือจุดที่ควรพัฒนา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการค้นหาแนวปฏิบัติที่เหมาะสม
ครูอาจเริ่มจากการทบทวนหลักสูตรของสถานศึกษาว่ามีเป้าหมายอย่างไร มีการดำเนินงานอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีปัญหาอะไรที่ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษามุ่งพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการรอบด้านทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างสมดุลและเต็มตามศักยภาพ ครูต้องพิจารณาว่าเด็กมีพัฒนาการตามวัยและได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านหรือไม่ มีปัญหาใดที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น เด็กชั้นอนุบาล 2 ส่วนใหญ่ยังมีกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรงทำให้หยิบจับของลำบากและมีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง นอกจากนี้ครูอาจพิจารณาจากสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของสถานศึกษา เช่น ขาดงบประมาณในการจัดหาสื่อ ครูมีภาระงานอื่นนอกเหนือจากงานสอนค่อนข้างมาก เพื่อหาทางในการแก้ไขต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาวิเคราะห์สภาพของหน่วยงาน
เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของหน่วยงาน อาจดำเนินการได้หลายวิธี เช่น ใช้วิธีการสำรวจ การระดมความคิด การใช้ SWOT เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม
ครูอาจระดมความคิดจากครูในสายชั้นเดียวกัน ทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์พูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์ SWOT เช่น
จุดแข็ง (Strength): โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น สวนผัก แปลงดอกไม้ บ่อปลา ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
จุดอ่อน (Weakness): ครูมีภาระงานเอกสารหรืองานโครงการพิเศษค่อนข้างมาก ทำให้มีเวลาในการผลิตสื่อการสอนที่ประณีตหรือแปลกใหม่น้อยลง
โอกาส (Opportunity): ผู้ปกครองและคนในชุมชนมีทัศนคติที่ดี ยินดีให้ความร่วมมือในการจัดหาวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นมาทำเป็นสื่อการเรียนรู้และพร้อมเป็นวิทยากร
อุปสรรค (Threat): งบประมาณสนับสนุนจากส่วนกลางมีความล่าช้า
ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดภาพความสำเร็จในอนาคต จัดทำรูปแบบ (Model) วิธีดำเนินงาน
เป็นการกำหนดเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตอย่างชัดเจนพร้อมทั้งแนวทางการดำเนินงานที่คาดว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ในชุมชนการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กผ่านฐานเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน
นอกจากนี้ครูอาจเป็นพัฒนารูปแบบ เช่น โมเดลฐานกิจกรรม 3 ค. (คัด-คลึง-คีบ) โดยใช้วัสดุเหลือใช้ในชุมชน ดังนี้
คัด: แยกประเภทหินหรือเมล็ดพืชในท้องถิ่น ใส่ลงในแผงไข่เก่า (ฝึกการหยิบจับแบบจีบนิ้ว)
คลึง: นำดินเหนียวในท้องถิ่นมาคลึงให้เป็นเส้นยาวเหมือนลำตัวงู หรือคลึงเป็นก้อนกลมเหมือนลูกชิ้น (ฝึกแรงกดและการหมุนของฝ่ามือและนิ้วมือ)
คีบ: ใช้ตะเกียบไม้ไผ่หรือที่คีบน้ำแข็งเก่า คีบลูกยางนาหรือเมล็ดพืชในท้องถิ่น (ฝึกแรงกดของนิ้วมือ)
โมเดล 3S (Stop-Say-Share) เพื่อให้เด็กสามารถตกลงและแบ่งปันกัน ซึ่งมีรายละเอียด
Stop: หยุดเมื่อโกรธ ครูสอนให้เด็กหยุดพฤติกรรมรุนแรงเมื่อโกรธ เช่น เทคนิคการนับเลข การหายใจ
Say: พูดสื่อสาร ครูสอนให้เด็กพูดเพื่อสื่อสารความต้องการ
Share: แบ่งปันกัน ครูสอนเทคนิคการแบ่งปันหรือรอคิว อาจใช้เครื่องมือช่วยรอ เช่น นาฬิกาทราย เพลง
ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติตามแบบวิธีการ
เป็นการนำรูปแบบหรือแนวทางที่กำหนดไปทดลองปฏิบัติจริง อาจเริ่มจากการดำเนินการในลักษณะนำร่องก่อน พร้อมทั้งมีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลเป็นระยะ เพื่อดูความเหมาะสมและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน
ขั้นตอนที่ 5 ประเมินผลวิเคราะห์เปรียบเทียบกับวิธีการเดิม
เป็นการประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงาน โดยเปรียบเทียบกับวิธีการเดิมในด้านต่าง ๆ เช่น ขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลา งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ได้รับ เพื่อพิจารณาว่าวิธีการใหม่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เช่น เดิมเด็กใช้เวลาทำกิจกรรมศิลปะ 30 นาทีและมีบางคนทำไม่เสร็จ แต่พอใช้ ฐานกิจกรรม 3 ค. (คัด-คลึง-คีบ) เด็กทำเสร็จภายใน 20 นาทีและผลงานประณีตมากขึ้น หลังจากใช้ โมเดล 3S (Stop-Say-Share) 4 สัปดาห์ พบว่า สถิติการแย่งของเล่นลดลงจากวันละ 10 ครั้ง เหลือเพียง 2 ครั้ง บรรยากาศในห้องเรียนสงบขึ้น และครูไม่ต้องคอยดุบ่อย ๆ เหมือนแต่ก่อน
ขั้นตอนที่ 6 ปรับปรุง พัฒนา และขยายผลการนำไปใช้ในหน่วยงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เมื่อได้ผลการประเมินแล้ว นำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางให้ดียิ่งขึ้น เช่น หากพบว่ากิจกรรมบางอย่างยากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ก็ปรับลดระดับความยากลง หากพบว่าเด็กเล็ก ยังพูดสื่อสารในขั้นตอน Say ไม่ค่อยได้ ก็ปรับปรุงโดยการใช้บัตรภาพสื่อความต้องการมาช่วย จากนั้นจึงขยายผลการนำไปใช้ในวงกว้างภายในหน่วยงาน หรือเผยแพร่ไปยังหน่วยงานอื่น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในระดับที่กว้างขึ้น
ขั้นตอนที่ 7 การบันทึกและจัดทำเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน
เป็นการสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินงาน จัดทำเป็นเอกสาร รายงาน หรือสรุปเป็นคู่มือ เช่น รายงานการถอดบทเรียน บัญชีรายชื่อนิทานที่เหมาะสมตามวัย บัญชีรายชื่อวัสดุเหลือใช้ในชุมชนว่าช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กด้านใด คู่มือการใช้โมเดล 3S (Stop-Say-Share) เพื่อใช้เป็นแนวทางหรือมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
วิธีการเขียน Best Practice
ไพโรจน์ ปิยวงศ์วัฒนา () ได้กล่าวถึงวิธีการเขียน Best Practice ว่าควรประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือ การตั้งหัวข้อหรือชื่อเรื่องที่น่าสนใจ เข้าใจง่ายและแสดงให้เห็นคุณค่าหรือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นและมีส่วนประกอบภายในเรื่องที่มีการลำดับเชื่อมโยงเนื้อหาที่บอกเล่าขั้นตอนการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวในลักษณะความเรียงที่ใช้ภาษาเรียบง่าย สั้น กระชับ ชัดเจน ไม่ต้องแปลความ และควรมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่
1. ความเป็นมาของเรื่อง โดยเขียนให้เห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าของ Best Practice เรื่องนั้นให้เข้าใจในภาพรวม
2. ส่วนเนื้อหา ควรชี้ให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์และพัฒนาการของงานที่เกิดขึ้นในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญคือ กระบวนการ/วิธีการในการทำงานในภาพรวมเป็นอย่างไร Best Practice ที่พบคืออะไร แยกให้เห็นประเด็นเรื่องที่ชัดเจน Best Practice ในแต่ละประเด็น ดีอย่างไร ควรเขียนให้เห็นภาพการทำงานที่ละเอียด ชัดเจน อาจแยกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินงานของระบบงานที่ทำ และระบุถึงวิธีการหรือนวัตกรรมที่เป็นBest Practice
ส่วนที่ 2 ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาที่มีแนวโน้มการปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยอาจใช้แผนภูมิ กราฟ แสดงถึงความสำเร็จ บทสรุปผลการดำเนินงาน องค์ความรู้ นวัตกรรมที่พบ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ /ปัจจัยเกื้อหนุน (ดีเพราะอะไร) ความภาคภูมิใจและบทเรียนที่ได้เรียนรู้แผนงานในอนาคต
3. ส่วนสรุปในเชิงการวิเคราะห์ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการนำไปประยุกต์ใช้
ส่วนรูปแบบการเขียนนั้น มี 2 รูปแบบ คือ
1. การเขียนแบบบอกเล่า ใช้ภาษาบรรยายที่เรียบง่าย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจคุ้นเคยกับสิ่งที่ไม่เคยคุ้นเคย นำหัวใจของเรื่องมาเขียน เริ่มต้นจากสิ่งที่กระทบใจ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือขัดแย้งก็ตามต้องทำใจเป็นกลาง พยายามใช้ข้อมูลแทนความเห็น
2. การเขียนแบบรายงานวิเคราะห์ จะสะท้อนปรากฏการณ์ เชิงสังคม ที่ทำให้มองเห็นถึงความสืบเนื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ที่หลากหลาย การเขียนแบบวิเคราะห์ ทำได้ทีละอย่างหรือหลายๆ ทางพร้อมกัน เช่น การสืบเนื่องทางวัฒนธรรม การมองแก่นของปัญหา การมองหาคำตอบใหม่ มองหาการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบของปรากฏการณ์ และสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ของกลุ่มในสังคม การวิเคราะห์เพื่อให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ได้เข้าใจ ถ้าคิดว่าคนทั่วไปรู้แล้วก็ไม่ต้องเขียน ถ้าสรุปแล้วไม่มีอะไรใหม่ ต้องย้อนไปทบทวนในประเด็นย่อยที่ไม่มีคนพูดถึง อาจนำประเด็นย่อยมาชูเป็นประเด็นใหญ่
ในส่วนขององค์ประกอบของรายงาน Best Practice นั้น ในภาพรวมมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญไม่แตกต่างกัน แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเขียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เขียนเพื่อรายงานผลการดำเนินงานกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อส่งเข้าประกวดแช่งขัน หรือเพื่อรับการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งผู้เขียนต้องศึกษาองค์ประกอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบ ในตารางที่ 1 ได้นำเสนอตัวอย่างองค์ประกอบของ 3 หน่วยงาน ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน คือ การเขียนรายงานการดำเนินการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การส่งเข้าประกวดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเขียนเพื่อรับการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ดังนี้
ตารางที่ 1 องค์ประกอบของรายงาน Best Practice ตามวัตถุประสงค์และหน่วยงาน

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สรุป
Best Practice คือ เครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยผ่านกระบวนการทำงานที่เป็นระบบและมีผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ การก้าวสู่การเป็น Best Practice ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือจำกัดอยู่เพียงในตำราวิชาการ แต่เริ่มต้นง่าย ๆ จากความช่างสังเกตและหัวใจที่มุ่งมั่นของครูที่นำปัญหาที่พบเจอมาเปลี่ยนเป็น Best Practice เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย
เอกสารอ้างอิง:
กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์. (2563). เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง การจัดทำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice). สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2.
งานประกันคุณภาพการศึกษาและวิจัยสถาบัน สำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2007). รายงานวิจัยสถาบันเรื่อง วิธีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
บุญดี บุญญากิจ และคณะ. (2004). การจัดการความรู้…จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. จิรวัฒน์เอ็กซ์เพรส.
บูรชัย ศิริมหาสาคร. (2005). สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา. จดหมายข่าว KM, 1(7), 2.
ประพนธ์ ผาสุกยืด. (2004). การจัดการความรู้ ฉบับมือใหม่หัดขับ. ใยไหม.
ราศรี แก้วนพรัตน์. (2005). Best Practice. ข่าวสารด้านการจัดการความรู้ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2(2), 7–8.
วันทนา เมืองจันทร์, และ เต็มจิต จันทคา. (2005). การจัดการความรู้ที่ฝังลึกในตัวคน. วารสารสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา, 22(4), 13–14.
วิจารณ์ พานิช. (2004). การจัดการความรู้: ปัญญาที่ต้องสร้างภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม.
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. (2000). กรณีศึกษา Best Practice: สารสนเทศและการวิเคราะห์. สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ.
สมพร เพชรสงค์. (2005). การจัดการความรู้. วารสารดำรงราชานุภาพ, 5(15), 7–18.
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. (2566). ประกาศคณะกรรมการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เรื่อง กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษา การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและด้านการอาชีวศึกษา (พ.ศ. 2567 – 2571) (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). https://www.onesqa.or.th/upload/download/202312071205097.pdf