Skip to content

กรมสุขภาพจิตชี้ “6 ปีแรก” คือช่วงสำคัญ ยกระดับพัฒนาการ สุขภาพ และการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในเวทีเสวนาระดับชาติ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การรับมือกับปัญหาประชากรของประเทศไทยไม่ควรมองเพียงเรื่องจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง แต่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กับ “คุณภาพของเด็ก” โดยเฉพาะการวางรากฐานตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ทั้งด้านพัฒนาการ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีศักยภาพและสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้

ข้อมูลที่กรมสุขภาพจิตนำเสนอสะท้อนสถานการณ์ที่ควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการล่าช้ามากกว่า ร้อยละ 20 ต่อเนื่อง ขณะที่เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการใช้หน้าจอมากเกินไป ยาเสพติด ความรุนแรง ปัญหาการเรียนรู้ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วน แต่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ครอบครัว การเลี้ยงดู การเข้าถึงบริการ และโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน

ช่องว่างของเด็ก สะท้อนช่องว่างของสังคม

อีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างด้านระดับสติปัญญาของเด็กไทย ซึ่งกรมสุขภาพจิตชี้ให้เห็นว่ามีทั้งเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่า 110 ในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล และเด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่า 90 ในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน โดยข้อมูลของกรมสุขภาพจิตจากการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปี 2564 ระบุว่า เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่า 90 มีสัดส่วนร้อยละ 21.7

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เห็นว่า เด็กไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน เด็กบางกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงหนังสือ การเรียนรู้ บริการสุขภาพ และกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการได้มากกว่า ขณะที่เด็กในครอบครัวหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดอาจเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ได้น้อยกว่า หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ความแตกต่างดังกล่าวอาจสะสมและกลายเป็นช่องว่างด้านการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

“6 ปีแรก” ช่วงเวลาที่ไม่ควรมองข้าม

กรมสุขภาพจิตจึงเสนอให้การแก้ปัญหามุ่งไปที่ “การลงทุนในเด็กตามความจำเป็น” โดยเฉพาะช่วง 6 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการวางรากฐานพัฒนาการ สติปัญญา สุขภาพ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การลงทุนดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการเพิ่มโอกาสให้เด็กทุกคนในรูปแบบเดียวกัน แต่ควรพิจารณาตามความต้องการและบริบทของเด็กแต่ละกลุ่ม เช่น เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจต้องได้รับการสนับสนุนด้านบริการสุขภาพและพัฒนาการ ขณะที่เด็กในเมืองอาจมีบริการอยู่ใกล้ตัว แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพครอบครัว ปัญหาการเรียนรู้ หรือสุขภาพจิต

ปัจจุบันระบบสุขภาพมีการคัดกรองและติดตามเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า รวมถึงการส่งต่อเพื่อรับการกระตุ้นพัฒนาการด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เช่น TEDA4I ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการค้นหาและช่วยเหลือเด็กตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

จาก “หน้าที่ของครอบครัว” สู่ “ความรับผิดชอบของสังคม”

นพ.กิตติศักดิ์เน้นว่า การยกระดับคุณภาพเด็กไม่ควรเป็นภาระของครอบครัวหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือของทั้งระบบ ตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา ระบบสาธารณสุข ชุมชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็ก

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อเด็กมีพัฒนาการล่าช้าหรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตแล้ว แต่คือการ สร้างระบบป้องกันและส่งเสริมตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการส่งเสริมการเล่น การอ่าน การสื่อสารในครอบครัว การดูแลสุขภาพ การลดปัจจัยเสี่ยง และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย

ท้ายที่สุด การรับมือกับวิกฤตประชากรจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ประเทศไทยจะมีเด็กเกิดมากขึ้นได้อย่างไร” แต่ต้องถามควบคู่กันว่า “เด็กที่เกิดมาแล้วจะได้รับโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร” เพราะการลงทุนในเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ไม่เพียงช่วยให้เด็กคนหนึ่งมีโอกาสพัฒนาเต็มศักยภาพ แต่ยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างรากฐานของสังคมในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง:

กองบรรณาธิการ The Active. (2569). เด็กปฐมวัยไทย ‘พัฒนาการล่าช้า’ เกิน 20% IQ สูง-ต่ำ สะท้อนเหลื่อมล้ำ.https://theactive.thaipbs.or.th/news/learning-education-20260916

เรื่องที่คุณอาจสนใจ