Skip to content

การจัดประสบการณ์เชิงรุก (Active Learning) สำหรับเด็กปฐมวัย เรียนรู้จากเรื่องราวใกล้ตัวสู่โลกกว้าง

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย เนื่องจากการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย ความรู้สึก ความคิด และความสามารถของตนเอง จะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในตนเอง มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนได้อย่างเหมาะ ส่วนการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลรอบตัว จะช่วยให้เด็กเข้าใจบทบาทของตนในสังคม เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเคารพกติกา และการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล อันเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม นอกจากนี้ การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ยังช่วยส่งเสริมทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาผ่านสถานการณ์จริง ทำให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ตลอดจนมีความตระหนักในการดูแลรักษาธรรมชาติ ทรัพยากร สังคม และชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์และการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงกำหนดให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดทำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมกับวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อวางรากฐานการเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปในอนาคต

แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัย

มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้กำหนดแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยใช้เป็นกรอบในการวางแผนและดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

1. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย

ครู/ผู้ดูแลเด็กควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์เดิมของเด็กได้ โดยมีแนวทางในการดำเนินการดังนี้

1.1 การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรช่วยให้เด็กเกิดการรับรู้และความคุ้นเคยกับร่างกาย อารมณ์ และกิจวัตรประจำวันของตน เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อและเพศของตนเอง การเรียกชื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตลอดจนการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันโดยมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ เช่น การล้างมือ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร การถอดและสวมใส่เสื้อผ้า เพื่อวางรากฐานการดูแลตนเองและความปลอดภัยตามวัย

ส่วนเด็กอายุ 3–6 ปี ครู/ผู้ดูแลเด็กควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักชื่อ–นามสกุล รูปร่างหน้าตา ตลอดจนประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัว รู้จักอวัยวะต่าง ๆ การดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การดูแลความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ในตนเอง และภาคภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยฝึกให้เด็กสามารถกำกับตนเองได้ สามารถแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม มีคุณธรรม จริยธรรม และมีมารยาทดี

1.2 การเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลรอบตัว

เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง โดยส่งเสริมให้เด็กเรียกชื่อหรือใช้สรรพนามแทนบุคคลต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม รู้วิธีการปฏิบัติตนต่อผู้อื่น เช่น การทักทายด้วยการไหว้ การเล่นร่วมกับพี่น้องหรือบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้ออกไปเรียนรู้เรื่องบุคคลรอบตัวจากสถานที่ต่าง ๆ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้เด็กสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตประจำวันของตนเองได้

สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของพ่อ แม่ ครู เพื่อน และบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัว การรู้จักกติกาและวิธีปฏิบัติตนในโรงเรียน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ

1.3 การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ครู/ผู้ดูแลเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจธรรมชาติรอบตัว เช่น สัตว์ พืช ดิน ทรายผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยอาจให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชง่าย ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจนอยู่ในช่วงวัย 3-6 ปี ครู/ผู้ดูแลเด็กควรส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และพืช รู้จัก ชื่อ ลักษณะ และส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานที่พบในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ควรปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

1.4 การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก

เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรรู้จักชื่อของใช้ที่อยู่รอบตัว และสามารถสังเกตความแตกต่างอย่างง่าย เช่น สี รูปร่าง ขนาด หรือความรู้สึกเมื่อสัมผัส ผ่านการเล่น การมองดู และการจับต้องจริง

สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี ควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวในมิติที่กว้างขึ้น เด็กควรได้เรียนรู้การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวอักษร เรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของสิ่งต่าง ๆ และส่วนประกอบของสิ่งเหล่านั้น ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน เรียนรู้เวลาและเงิน เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ประโยชน์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เด็กรู้จักการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ เทคโนโลยี และการสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม ประหยัด ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

แนวทางดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมตามวัย ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษาแนวทางและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยได้จาก คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐

2. มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งให้เด็กมีความกระตือรือร้นและสนใจสิ่งที่อยู่รอบตัวผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและประสบการณ์ตรงเป็นสำคัญ ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา ตัวอย่างการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ได้แก่

  • การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเด็ก เช่น ชวนเด็กทำท่าทางประกอบเพลงเกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้เด็กได้สังเกตร่างกายของตนเองผ่านกระจกหรือสื่อภาพ ให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายตามคำสั่ง ทำกิจกรรมดูแลตนเองอย่างง่าย เช่น ล้างมือ แปรงฟัน หรือแต่งกายด้วยตนเอง เล่นเกมจับคู่ภาพอวัยวะกับหน้าที่ ชวนเด็กวาดภาพตนเองพร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่ตนทำได้ ทดลองเปรียบเทียบอารมณ์ผ่านการทำสีหน้าท่าทางหน้ากระจกเพื่อเรียนรู้การรับรู้อารมณ์ของตนเอง จัดกิจกรรมชั่งน้ำหนักหรือวัดส่วนสูงเพื่อให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ให้เด็กเลือกมุมกิจกรรมที่ตนสนใจแล้วสะท้อนความรู้สึกหลังทำกิจกรรมร่วมกับครู/ผู้ดูแลเด็ก
  • การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลรอบตัวเด็ก เช่น ให้เด็กเล่นบทบาทสมมติเป็นบุคคลหรืออาชีพต่าง ๆ ให้เด็กเลือกแต่งกายหรือใช้อุปกรณ์จำลองตามอาชีพที่สนใจ ให้เด็กผลัดกันแสดงท่าทางของอาชีพต่าง ๆ และให้เพื่อน ๆ ทาย ชวนเด็กเล่าเรื่องบุคคลสำคัญในชีวิตประจำวันพร้อมวาดภาพประกอบ เชิญบุคคลในชุมชน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พูดคุย หรือสาธิตการทำงานอย่างง่ายให้เด็กได้เรียนรู้ พาเด็กไปศึกษานอกสถานที่ในชุมชน เช่น ตลาด วัด หรือหน่วยงานใกล้เคียงและสัมภาษณ์บุคคลในสถานที่นั้น ๆ ให้ให้เด็กสังเกตและบอกลักษณะนิสัยหรือความถนัดของเพื่อน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
  • การจัดประสบการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น พาเด็กออกไปสังเกตสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้เด็กได้สังเกตพืช ใบไม้ ดอกไม้ หรือแมลงที่พบ พร้อมทั้งกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามจากสิ่งที่พบเห็น และเก็บตัวอย่างบางส่วนกลับมาศึกษาต่อในห้องเรียน ให้เด็กทดลองปลูกพืชแบบง่าย ๆ ให้เด็กสร้างงานศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะเลียนแบบสัตว์ ทำการทดลองสร้าง “ฝนจำลอง” ในขวดโหล สังเกตเงาและแสงแดดในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน จัดกิจกรรมสำรวจดิน ทราย หรือหินชนิดต่าง ๆ ผ่านการสัมผัสและเปรียบเทียบ รวมทั้งชวนเด็กช่วยดูแลต้นไม้ รดน้ำ หรือเก็บใบไม้แห้ง เพื่อเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างง่าย
  • การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เช่น ให้เด็กช่วยคัดแยกของเล่นหรืออุปกรณ์ในห้องเรียนตามประเภท สี หรือขนาด การทดลองใช้ภาชนะต่างขนาดตักน้ำหรือทรายเพื่อเปรียบเทียบปริมาตร การเรียนรู้การเปิด–ปิดก๊อกน้ำอย่างถูกวิธี ช่วยกันเก็บของใช้หลังทำกิจกรรม ชวนเด็กเรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์รอบตัว เช่น ป้ายห้องน้ำ ป้ายทางออก จำลองถนนให้เด็กเล่นขี่จักรยานโดยต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ให้เด็กสำรวจวัสดุใกล้ตัวและเปรียบเทียบคุณสมบัติ เช่น แข็ง–นุ่ม เบา–หนัก ทดลองเรียงลำดับสิ่งของตามขนาดหรือความยาว ชวนเด็กมีส่วนร่วมในการจัดโต๊ะหรือเตรียมอุปกรณ์กิจกรรมเพื่อฝึกทักษะชีวิตและความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ควรมีการใช้สื่อ/อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ บริบททางสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น และความสนใจของเด็ก โดยอาจใช้ทั้งสื่อ/อุปกรณ์ที่ครู/ผู้ดูแลเด็กผลิตขึ้นเอง เช่น ตุ๊กตา หุ่นมือ หรือสื่อที่จัดหามา อาทิ สื่อจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ สื่อจากชุมชน เช่น ขวดพลาสติก เครื่องมือพื้นบ้านขนาดเล็ก เครื่องจักสาน สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือนิทาน บัตรคำศัพท์ สื่อเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น แอพพลิเคชั่น วิดีโอ และสื่อมัลติมีเดีย ตลอดจนสื่อบุคคล เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งนี้ควรบูรณาการการใช้สื่อควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวเด็กที่มีความหลากหลาย ทั้งแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม และชุมชน เช่น สวนหย่อม แปลงผัก ตลาด วัด ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน หรือแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ในบริบทท้องถิ่น เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เห็นคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างเหมาะสม

ผู้สนใจสามารถศึกษาแนวทางและรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้จากเอกสารที่เชื่อถือได้ เช่น แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย (อนุบาล) ปีที่ 1 (อายุ 3 ปี) ภาคเรียนที่ 1 ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และ คู่มือ แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามบริบทไทย : แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางผ่าน “กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม” ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

3. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องมีความยืดหยุ่น

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ควรคำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก ครู/ผู้ดูแลเด็กควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับระดับความยากง่าย และรูปแบบการมีส่วนร่วมให้เหมาะสมกับศักยภาพและความพร้อมของเด็กแต่ละคน โดยครู/ผู้ดูแลเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกวิธีการเรียนรู้ตามความสามารถและความสนใจของตนเอง เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมและประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ตามระดับพัฒนาการของตนเอง โดยไม่เกิดการเปรียบเทียบหรือการเร่งรัดเกินวัย ควรใช้การสังเกตพฤติกรรม การสนทนา และการบันทึกพัฒนาการของเด็กเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาไปตามศักยภาพของตนเองในบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ควรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม เนื้อหา หรือระยะเวลาให้สอดคล้องกับความสนใจ ความต้องการ และบริบทของเด็กในแต่ละช่วงเวลา หากพบว่าเด็กมีความสนใจเป็นพิเศษในประเด็นใด ครู/ผู้ดูแลเด็กควรขยายหรือต่อยอดกิจกรรมในประเด็นนั้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและพัฒนาการของเด็กอย่างแท้จริง

4. มีการจัดพื้นที่ให้เด็กได้จัดแสดงผลงาน

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานของเด็ก และจัดกิจกรรมให้เด็กได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ การมีพื้นที่ให้เด็กได้จัดแสดงผลงานถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ต่อยอดจากการลงมือปฏิบัติ ให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ สะท้อนความคิดของตนเอง และสังเกตผลงานของผู้อื่น ซึ่งช่วยให้การเรียนรู้ไม่สิ้นสุดเพียงการทำกิจกรรม แต่พัฒนาไปสู่การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความคิด และการทำความเข้าใจสิ่งที่ตนเองและผู้อื่นได้เรียนรู้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กนำเสนอผลงานภาพวาดตนเองพร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่ตนทำได้หน้าชั้นเรียน เด็กจะได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเองไปพร้อมกับการทบทวนความสนใจ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ตนได้เรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ได้ฝึกการสื่อสาร การแสดงออกทางความคิด รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนอย่างเหมาะสม อันช่วยส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเองและการเคารพความแตกต่างของผู้อื่น การจัดแสดงผลงานศิลปะจากวัสดุธรรมชาติของเด็กไว้ที่มุมแสดงผลงาน เช่น ภาพพิมพ์ใบไม้ โมบายกิ่งไม้ หรือภาพวาดจากสีของดอกไม้ เมื่อเด็กได้เห็นผลงานของเพื่อน จะเกิดการเรียนรู้ผ่านการสังเกตและการเปรียบเทียบแนวคิดที่หลากหลาย เกิดความเข้าใจในความแตกต่างทางความคิด ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลรอบตัว นอกจากนี้ เด็กยังได้เห็นความหลากหลายและความสวยงามของธรรมชาติ อีกทั้งได้ระลึกถึงประสบการณ์จากการสำรวจธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลและรักษาธรรมชาติรอบตัว

ทั้งนี้ ควรเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงผลงานอย่างทั่วถึง ครู/ผู้ดูแลเด็กควรมีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริม และให้กำลังใจเด็กในการนำเสนอผลงานตามความพร้อมและความสามารถของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่าง ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นใจ การกล้าแสดงออก และการตระหนักถึงคุณค่าในความสามารถของตนเองและผู้อื่น อันนำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน

กล่าวโดยสรุป การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลรอบตัว และสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัย ควรยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย มีความหลากหลายและยืดหยุ่น รวมทั้งมีพื้นที่ให้เด็กทุกคนได้จัดแสดงผลงาน ทั้งนี้ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวก สนับสนุน และปรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ซึ่งจะส่งผลให้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และสอดคล้องกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. (ม.ป.ป.). แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย (อนุบาล) ปีที่ 1 (อายุ 3 ปี) ภาคเรียนที่ 1. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. https://drive.google.com/file/d/1bjcBgIGC2Jw0LdpkQRk2LnUMyAjFLUkC/view?usp=sharing

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). คู่มือแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามบริบทไทย: แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางผ่าน “กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม”. บริษัท 21 เซ็นจูรี่ จำกัด.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

เรื่องที่คุณอาจสนใจ