Skip to content

การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนในเด็กปฐมวัย จากการเล่นสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความพร้อมด้านการเรียนรู้เป็นภารกิจสำคัญของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เนื่องจากช่วงปฐมวัยเป็นระยะสำคัญของการวางรากฐานพัฒนาการในทุกด้าน การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้หลายด้าน อาทิ ด้านภาษา การอ่านและการเขียนช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ โครงสร้างประโยค และการใช้ภาษาในบริบทที่หลากหลาย เด็กที่ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมจะสามารถสื่อสารความรู้สึก ความต้องการ และความคิดเห็นของตนเองได้อย่างชัดเจน รวมถึงมีทักษะในการปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ เด็กที่ได้รับการปลูกฝังให้คุ้นเคยกับการอ่านและการเขียนอย่างต่อเนื่องจะมีสมาธิ รู้จักรอคอย และสามารถใช้เวลาอยู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีความพร้อมต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การอ่านและการเขียนยังช่วยส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการรับรู้เรื่องราว ตัวละคร และสถานการณ์จากหนังสือ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้จินตนาการและสร้างความหมายจากประสบการณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเรียนรู้การคิดอย่างมีเหตุผล การตั้งคำถาม และการแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสมตามวัย

ด้วยเหตุนี้ การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนในช่วงวัยปฐมวัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการวางรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่านและการเขียนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ

แนวทางการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

สถานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมุ่งส่งเสริมการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนให้แก่เด็กอย่างเหมาะสมกับวัยและระดับพัฒนาการ โดยมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้ดังนี้

1. มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียน

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนให้แก่เด็ก โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

1.1 จัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนควรดำเนินการในลักษณะของการบูรณาการผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อปลูกฝังความคุ้นเคยและความรู้สึกที่ดีต่อการอ่านและการเขียน ตัวอย่างแนวทางการดำเนินการ ได้แก่

  • การเล่านิทาน ครู/ผู้ดูแลเด็กควรเล่านิทานให้เด็กฟังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมีท่าทีที่เป็นมิตร เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกหนังสือ ดูภาพ เล่าเรื่องจากภาพ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่อง ชวนเด็กวาดภาพ ขีดเขียน หรือระบายสีจากเรื่องราวในนิทาน เป็นต้น การจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับหนังสือ มองว่าการอ่านและการเขียนเป็นกิจกรรมที่สนุก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนในระยะยาว
  • การจัดมุมประสบการณ์ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรจัดมุมประสบการณ์ที่เอื้อต่อการอ่านและการเขียน เช่น มุมหนังสือ มุมภาษามุมการเขียน โดยจัดเตรียมหนังสือภาพ บัตรคำ สัญลักษณ์ และอุปกรณ์การเขียนที่เหมาะสมกับวัย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกใช้ตามความสนใจ ส่งเสริมให้เด็กสามารถเข้าถึงการอ่านและการเขียนอย่างอิสระ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน อันจะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ
  • การเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว ครู/ผู้ดูแลเด็กสามารถใช้การเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียน โดยชวนเด็กตั้งคำถามจากสิ่งที่พบเห็นรอบตัว และร่วมกันค้นหาคำตอบจากหนังสือหรือสื่อการอ่านที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์จริงเข้ากับการอ่าน ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกสังเกต วาดภาพ หรือขีดเขียนสิ่งที่พบเห็นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น วาดรูปต้นไม้ สัตว์ หรือสิ่งของ เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เห็นว่าการอ่านและการเขียนเป็นกิจกรรมที่มีความหมาย และเกิดทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้

นอกจากนี้ ควรบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเขียนเข้ากับกิจวัตรประจำวันของเด็ก เช่น การอ่านกติกาหรือข้อตกลงของห้องเรียน การอ่านชื่อเด็กในห้องเรียน การอ่านเมนูอาหารกลางวัน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การอ่านและการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ควรมีการบันทึกผลการจัดกิจกรรมหรือบันทึกหลังการสอน รวมถึงการรวบรวมหลักฐานการเรียนรู้หรือการมีส่วนร่วมของเด็ก เช่น ผลงานของเด็ก ภาพถ่าย หรือวีดิทัศน์ เพื่อใช้ประกอบการประเมินและปรับปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ หนังสือ ปลูกต้นรัก (การอ่าน): คู่มือแนวทางและเทคนิคการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อมศูนย์เชียงดาว)

1.2 จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านและการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย ควรมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมก่อนการอ่านและการเขียน ควบคู่กับการส่งเสริมและต่อยอดทักษะให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และความสนใจที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน เช่น เด็กในระยะเริ่มต้นเรียนรู้การอ่าน มักทำท่าทางเลียนแบบการอ่านโดยยังไม่เข้าใจเนื้อหา ครู/ผู้ดูแลเด็กควรส่งเสริมด้วยการอุ้มเด็กนั่งตัก วางหนังสือไว้ตรงหน้า แล้วอ่านหนังสือให้เด็กฟังอย่างช้า ๆ ชี้ชวนให้สังเกตภาพ และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับเด็ก เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกต่อการอ่าน

เมื่อเด็กพัฒนาสู่ระยะก่อนการอ่านขั้นต้น เด็กจะเริ่มจดจำคำที่พบในชีวิตประจำวัน สามารถคาดเดาคำจากบริบทหรือความหมายของประโยค และเริ่มรู้จักตัวอักษรบางส่วน ในช่วงนี้ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรอ่านหนังสือร่วมกับเด็ก ชวนให้เด็กชี้บอกตัวอักษรที่รู้จัก คาดเดาคำจากเนื้อเรื่องหรือภาพประกอบ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วม หลังจากนั้น เมื่อเด็กพัฒนาสู่ระยะการอ่านขั้นต้น เด็กจะสามารถใช้ความรู้เกี่ยวกับเสียงพยัญชนะต้นในการคาดเดาและตรวจสอบคำที่อ่านได้ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสฝึกอ่านร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้เด็กคาดเดาคำจากพยัญชนะต้นที่เด็กรู้จัก ตรวจสอบความถูกต้อง และอ่านคำที่คุ้นเคยตามศักยภาพของตนเองอย่างไม่เร่งเร้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ครู/ผู้ดูแลเด็กควรส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการเขียนควบคู่กันไป เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ การฝึกการทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา และการขีดเขียนหรือเขียนเลียนแบบการเขียนของผู้ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของเด็กในระยะต่อไป

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็กในแต่ละช่วงวัย และวิธีการพัฒนาทักษะด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยได้จากเอกสาร การพัฒนาภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและคู่มือ การเตรียมความพร้อมทักษะพื้นฐานด้านการอ่านในเด็กปฐมวัย โดยสถาบันราชานุกูล

1.3 ให้ความสำคัญกับการสร้างทัศนคติที่ดีมากกว่าความสมบูรณ์แบบ

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนในระดับปฐมวัยควรให้ความสำคัญกับการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการอ่านและการเขียนมากกว่าการมุ่งเน้นความถูกต้องหรือความสมบูรณ์แบบของผลงาน เนื่องจากการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลอง ลงมือทำ และแสดงออกอย่างอิสระโดยไม่ถูกกดดันหรือประเมินจากความถูกต้องเป็นหลัก จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการเรียนรู้

กิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนควรมุ่งสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ผ่อนคลาย และเป็นมิตร เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกมีความสุขในการเข้าร่วม มองการอ่านและการเขียนเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ มีคุณค่า และมีความหมายต่อชีวิตของตนเอง การจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงความพร้อมของเด็กเป็นสำคัญ ไม่บังคับ ไม่เคร่งเครียด ไม่เร่งรัด เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและเกิดเป็นช่วงเวลาคุณภาพ ตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะสม ได้แก่ การอุ้มเด็กนั่งตักแล้วเล่านิทานโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกหนังสือตามความสนใจ การชวนเด็ก ๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทานอย่างเป็นกันเอง การใช้หุ่นมือ ดนตรีหรือสื่ออื่น ๆ ประกอบการเล่าเรื่อง การสังเกตความสนใจของเด็กแล้วเลือกหนังสือที่สอดคล้องกับความสนใจนั้นมาอ่านร่วมกัน           

การเรียนรู้ที่เกิดจากความสุข ความสมัครใจ และความรู้สึกที่ดี จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนอย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าลองผิดลองถูก และมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนที่เหมาะสมตามวัย

2. จัดให้มีสื่อ/อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านและการเขียน

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีสื่อ/อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมการอ่านและการเขียนของเด็ก โดยมีสื่อ/อุปกรณ์ที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัย เช่น กระดาษ เครื่องเขียน และสื่อการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกใช้และฝึกการเขียนอย่างอิสระตามความสนใจของตนเอง

นอกจากนี้ ควรจัดมุมหนังสือที่เหมาะสม ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกอ่านหนังสืออย่างอิสระภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการจัดมุมภาษา หรือมุมการเขียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความมั่นใจในการอ่านและการเขียน สามารถถ่ายทอดความคิด ความต้องการ และความรู้สึกของตนเองผ่านการพูด การวาดภาพ หรือการขีดเขียนได้อย่างเหมาะสมตามวัย ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

3. ครู/ผู้ดูแลเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการอ่านและการเขียน

ครู/ผู้ดูแลเด็กควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างด้านการอ่านและการเขียนให้แก่เด็กปฐมวัย โดยทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และแสดงให้เด็กเห็นว่าการอ่านเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขและมีคุณค่า เมื่อเด็กได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากบุคคลรอบตัวอย่างต่อเนื่อง จะเกิดการซึมซับพฤติกรรมรักการอ่านและเลือกอ่านหนังสือด้วยตนเองเมื่อมีโอกาส

ครู/ผู้ดูแลควรฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ที่รักการอ่าน พกหนังสือติดตัว อ่านหนังสือในช่วงเวลาว่าง และแสดงท่าที สีหน้า และแววตาที่สะท้อนถึงความเพลิดเพลินในการอ่าน เพื่อให้เด็กได้เห็นแบบอย่างเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าของการอ่าน โดยชวนเด็กค้นหาคำตอบจากหนังสือเมื่อเกิดข้อสงสัย หรือชวนอ่านป้าย สัญลักษณ์ และข้อความต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ควรสนับสนุนและให้กำลังใจเด็กเมื่อเด็กอ่านหรือเขียน เช่น การแสดงสีหน้าท่าทางที่ชื่นชม การกล่าวคำชื่นชม หรือการสะท้อนความรู้สึกเชิงบวกต่อพฤติกรรมของเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าการอ่านและการเขียนเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับ เห็นคุณค่า และอยากปฏิบัติซ้ำอย่างสมัครใจในโอกาสต่อไป

4. มีการประเมินความสามารถตามวัยในการอ่านและการเขียน

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีการประเมินความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของเด็กให้สอดคล้องกับวัยและระดับพัฒนาการ โดยใช้การสังเกตพฤติกรรม การมีส่วนร่วมในกิจกรรม และผลงานของเด็กในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคล และใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การประเมินควรดำเนินการในบรรยากาศที่เป็นมิตร ไม่กดดัน และไม่เน้นการเปรียบเทียบระหว่างเด็ก เพื่อให้เด็กยังคงมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอ่านและการเขียน

กรณีพบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนล่าช้าหรือมีข้อบ่งชี้ของปัญหา เช่น ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมด้านการอ่าน ไม่เข้าใจคำศัพท์หรือคำสั่งง่าย ๆ อย่างต่อเนื่อง มีความยากลำบากในการจดจำตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ หรือมีพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาที่ล่าช้า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างเหมาะสม เช่น การปรับรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็ก การจัดกิจกรรมอ่านร่วมกันในกลุ่มย่อย การเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และการให้การดูแลเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยให้เด็กยังคงรู้สึกสนุกและไม่รู้สึกล้มเหลวจากการเรียนรู้การอ่าน

ทั้งนี้ ปัญหาด้านการอ่านและการเขียนในเด็กปฐมวัยอาจมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย เช่น ความล่าช้าด้านพัฒนาการทางภาษา ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) ภาวะบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) หรือปัจจัยด้านอารมณ์และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การประเมินในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อเฝ้าระวัง สนับสนุน และส่งต่อเด็กไปยังแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตามความจำเป็น

นอกจากนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดทำแบบบันทึกพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนของเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตาม ประเมินผล และวางแผนการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นข้อมูลสำคัญในการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้ปกครอง

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยได้จากบทความเรื่อง พัฒนาการด้านภาษา: สัญญาณเตือนที่บอกปัญหาในเด็กปฐมวัย ในเว็บไซต์ปฐมวัยไทยแลนด์ และบทความเรื่อง พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลสินแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางในการสังเกต คัดกรองเบื้องต้น และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเขียนในเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญในการวางรากฐานพัฒนาการด้านภาษา สติปัญญา สังคม และการเรียนรู้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามแนวทางของมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จัดให้มีสื่อ/อุปกรณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ครู/ผู้ดูแลเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการอ่านและการเขียน ควบคู่กับการประเมินพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนตามวัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือและส่งต่อเมื่อพบปัญหา การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้ เกิดความมั่นใจในการสื่อสาร และพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเหมาะสม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง:

กันตวรรณ มีสมสาร. (2563). เอกสารการสอนชุดวิชา การพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านภาษา หน่วยที่ 1-7 (พิมพ์ครั้งที่ 3). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ปฐมวัยไทยแลนด์. (ม.ป.ป.). พัฒนาการด้านภาษา: สัญญาณเตือนที่บอกปัญหาในเด็กปฐมวัย. ปฐมวัยไทยแลนด์. https://ecd.onec.go.th/knowledge/articles/9121/

มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อมศูนย์เชียงดาว). (2552). ปลูกต้นรัก (การอ่าน): คู่มือแนวทางและเทคนิคการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน (พิมพ์ครั้งที่ 2). ปิ่นโต พับลิชชิ่ง.

ธาม เชื้อสถาปนศิริ. (9 มีนาคม 2568). การเรียนรู้ทางภาษาของเด็กปฐมวัย สู่วัยเรียน สำคัญอย่างไร. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. https://op.mahidol.ac.th/ga/learning/

สถาบันราชานุกูล. (2557). การเตรียมความพร้อมทักษะพื้นฐานด้านการอ่านในเด็กปฐมวัย. สถาบันราชานุกูล.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ.บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

เรื่องที่คุณอาจสนใจ