Skip to content

4 กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพเด็กปฐมวัยแบบมืออาชีพ

เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนามนุษย์ เนื่องจากเป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็วในทุกด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในอนาคต คู่มือแนวทางการจัดบริการคลินิกสุขภาพ ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ระบุว่า ความผิดปกติด้านสุขภาพหรือพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงปฐมวัยอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสติปัญญาในระยะยาว โดยในหลายกรณีไม่สามารถแก้ไขได้หรือแก้ไขได้อย่างจำกัดในระยะต่อมา นอกจากนี้ เด็กปฐมวัยยังเป็นวัยที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงกว่าวัยอื่น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ และเป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญ อันจะเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตในอนาคต (กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย, 2565)

ด้วยเหตุนี้ ภาวะสุขภาพของเด็กในช่วงปฐมวัยจึงมิได้จำกัดผลกระทบเพียงระยะสั้น แต่ส่งอิทธิพลต่อการเรียนรู้ พฤติกรรม สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ช่วยให้สามารถเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินภาวะสุขภาพของเด็กได้อย่างสม่ำเสมอ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการตรวจสุขภาพเชิงรุก การติดตามสุขภาพเด็กเป็นรายบุคคล และการให้ความช่วยเหลือหรือการส่งต่อเมื่อพบความผิดปกติ ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และเอื้อต่อการจัดการดูแลสุขภาพเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนดในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. ส่งเสริมให้เด็กได้รับการตรวจสุขภาพตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสม

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้เด็กได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย รวมทั้งรับวัคซีนตามเกณฑ์อายุที่กำหนด การได้รับวัคซีนตรงตามช่วงวัยที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยให้สามารถติดตามการเจริญเติบโต คัดกรองความผิดปกติ และให้การดูแลหรือส่งต่อเพื่อรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จนถึงอายุ 6 ปี เพื่อติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ประเมินภาวะสุขภาพโดยรวม และคัดกรองความผิดปกติหรือความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจส่งผลต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตประจำวันของเด็ก

นอกจากนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยยังควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพฟันและช่องปากตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยคู่มือมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนดให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน โดยมีการบันทึกผลการตรวจอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน และหากพบความผิดปกติ เช่น ฟันมีรอยสีดำหรือเริ่มมีรูผุ ควรแนะนำผู้ปกครองให้พาเด็กไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการดูแลต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการให้วัคซีนและการตรวจสุขภาพเด็กปฐมวัยเพิ่มเติมได้จาก คู่มือแนวทางการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี หน้า 60–61

2. ส่งเสริมศักยภาพครู/ผู้ดูแลเด็กในประเมินและคัดกรองอาการผิดปกติ และรู้วิธีดูแล/ช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีการพัฒนาศักยภาพครูและผู้ดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการประเมินและคัดกรองอาการผิดปกติด้านสุขภาพและพัฒนาการของเด็กได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม รวมถึงให้การดูแลหรือช่วยเหลือเด็กเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย ทั้งในสถานการณ์ทั่วไปและกรณีฉุกเฉิน

การพัฒนาศักยภาพดังกล่าวควรดำเนินการผ่านการอบรมหรือการพัฒนาความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพเด็กตามวัย การประเมินพัฒนาการเด็ก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดูแลเด็กที่มีโรคประจำตัว หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อาทิ เด็กที่เป็นโรคหอบหืด โรคลมชัก ภาวะแพ้อาหาร เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือการมองเห็น เด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านพฤติกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ รู้เท่าทันความเสี่ยง และสามารถให้ความช่วยเหลือหรือประสานการส่งต่อเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

3. มีการดูแล/ช่วยเหลือเบื้องต้น และบันทึกข้อมูลสุขภาพเด็กอย่างเป็นระบบ

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีการดูแล/ช่วยเหลือเบื้องต้นแก่เด็กที่มีปัญหาสุขภาพหรือได้รับบาดเจ็บ โดยครู/ผู้ดูแลเด็กซึ่งมีความรู้และผ่านการฝึกอบรมในหัวข้อที่เกี่ยวข้องจนสามารถให้การดูแล/ช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม ในกรณีที่พบว่าเด็กมีอาการรุนแรง อาการไม่ทุเลา หรือเกินขีดความสามารถของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรดำเนินการส่งต่อเด็กไปยังบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยบริการสาธารณสุขอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบ

นอกจากนี้ยังควรมีการบันทึกผลการตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนดเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามพัฒนาการ และภาวะสุขภาพของเด็ก รวมทั้งมีแบบบันทึกการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น แบบบันทึกการสืบสวนโรค แบบบันทึกการให้การพยาบาล แบบบันทึกสรุปผลการปฏิบัติงานเด็กป่วยประจำเดือน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์สุขภาพ วิเคราะห์แนวโน้มปัญหา และนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนางานด้านสุขภาพของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างเอกสารแบบบันทึกต่าง ๆ ได้จาก คู่มือมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หน้า 181–184

4. ครู/ผู้ดูแลเด็กควรศึกษาประวัติและบันทึกสุขภาพเด็กในความดูแลเพื่อปฏิบัติต่อเด็กได้อย่างเหมาะสม

ครู/ผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรศึกษาประวัติสุขภาพและข้อมูลด้านสุขภาพของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ข้อมูลจากแบบบันทึกสุขภาพเด็กเป็นฐานในการดูแลเด็กในชีวิตประจำวัน การศึกษาประวัติและบันทึกสุขภาพอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลเด็กเฉพาะราย ปรับการจัดกิจกรรมและสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพสุขภาพของเด็กแต่ละคน และประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การดูแลเด็กเป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย

การตรวจสุขภาพตามกำหนดในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามภาวะสุขภาพของเด็ก การดำเนินงานให้เกิดประสิทธิผลจำเป็นต้องอาศัยระบบการตรวจสุขภาพที่เป็นมาตรฐานและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงควรพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการตรวจสุขภาพตามกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นหลักประกันว่าการตรวจสุขภาพเด็กจะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และบรรลุเป้าหมายการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง:

กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. (ม.ป.ป.). คู่มือแนวทางการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี. (พิมพ์ครั้งที่ 2). โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562).  มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ. บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ