Skip to content

เปลี่ยนปัญหาในห้องเรียนให้เป็นงานวิจัย: ก้าวแรกสู่การพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดของชีวิต เนื่องจากเป็นรากฐานของการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ ในระยะยาว การจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะส่งผลต่อศักยภาพของเด็กในอนาคต การจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยควรมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมถึงออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการและความแตกต่างระหว่างบุคคล

ในห้องเรียนระดับปฐมวัยมักพบปัญหาที่หลากหลาย ทั้งพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่ไม่สมวัยตลอดจนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการโดยรวมของเด็ก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงอุปสรรค หากแต่สามารถนำมาเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาได้ เมื่อครูใช้กระบวนการที่เหมาะสม โดยเฉพาะ “การวิจัยในชั้นเรียน” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ครูสามารถศึกษาปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ และหาแนวทางแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ มีหลักฐานรองรับ และส่งผลให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แม้คำว่า “การวิจัยในชั้นเรียน” อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่ายุ่งยาก ซับซ้อน หรือเข้าถึงได้ยาก แต่ในความเป็นจริง การวิจัยคือกระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอนและมีเหตุผล ดังนั้นเพื่อให้ครูสามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดของการวิจัยในชั้นเรียนดังต่อไปนี้

การวิจัยในชั้นเรียนคืออะไร

            การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ทำโดยครูผู้สอน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน และนำผลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน (สุวิมล ว่องวาณิช, 2560)

การวิจัยในชั้นเรียนสำคัญอย่างไร

1. สำคัญต่อเด็ก

การวิจัยในชั้นเรียนช่วยให้ครูเข้าใจเด็กมากขึ้นและสามารถแก้ปัญหาของเด็กได้ตรงจุด เช่น  เด็กที่พูดไม่สมวัยได้รับการแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะการพูด  เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวได้รับการแก้ไขปัญหาโดยกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมร่วมกับการเสริมแรงทางบวกทำให้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูจึงช่วยเด็กได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีพัฒนาการที่ดีตามวัยทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์

2. สำคัญต่อครู

การทำวิจัยในชั้นเรียนช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการสอนอย่างเป็นระบบ จากเดิมที่อาจใช้ประสบการณ์หรือความรู้สึก มาเป็นการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ วางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ช่วยส่งเสริมให้ครูมีความเป็นมืออาชีพและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้การทำวิจัยในชั้นเรียนยังเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครูอีกด้วย

3. ความสำคัญต่อโรงเรียน

การวิจัยในชั้นเรียนของครูมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพของโรงเรียน เนื่องจากช่วยให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงเรียนมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคม อีกทั้งยังสนับสนุนการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพของสถานศึกษา โดยสอดคล้องกับมาตรฐานที่ 1 ด้านผลลัพธ์คุณภาพของเด็กปฐมวัย การวิจัยในชั้นเรียนส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย และมาตรฐานที่ 3 ด้านการพัฒนาคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่ครูหรือผู้ดูแลเด็กมีการประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และนำผลการประเมินมาใช้เป็นข้อมูลในการช่วยเหลือและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลได้อย่างเหมาะสม

4. ความสำคัญต่อวิชาชีพครู  

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทำให้การแก้ปัญหาในห้องเรียนมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ครูได้พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา สร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้วิชาชีพครูมีความเป็นมาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากครูมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครูด้านการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ครูวิจัย สร้างนวัตกรรม และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด

5. ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

การวิจัยในชั้นเรียนช่วยให้ครูสามารถพัฒนาผู้เรียนด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในทุกด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และร่างกาย ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ เจตคติที่ดี และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

6. ความสำคัญในเชิงนโยบายและกฎหมาย

การวิจัยในชั้นเรียนสอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 24 (5) …ให้ใช้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และมาตรา 30 …ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครูที่เน้นให้ครูสามารถวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอนได้

การวิจัยเริ่มต้นจากปัญหาในห้องเรียน

การเริ่มต้นทำวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูปฐมวัยสามารถเริ่มได้จากการสังเกตสิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่อยากพัฒนาในห้องเรียน ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนอาจเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าว ไม่เก็บของเข้าที่ แย่งของ ไม่สนใจร่วมกิจกรรม รอคอยไม่ได้ ฯลฯ หรือเป็นพัฒนาการที่ไม่สมวัย เช่น กล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง พูดช้าหรือพูดไม่เป็นประโยค พูดไม่ชัด ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากสภาพการปฏิบัติงานของครู เช่น ใช้วิธีการสอนที่ไม่เหมาะสม ใช้สื่อที่ไม่เหมาะสม จัดการชั้นเรียนไม่เหมาะสม จัดสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ฯลฯ  เมื่อครูพบปัญหาที่สนใจแล้วก็ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียนต่อไป

การวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนอย่างไร

            กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียนมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจ/วิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ 

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดปัญหาวิจัยในชั้นเรียน

ขั้นตอนที่ 3 วางแผนพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้

ขั้นตอนที่ 4 ลงมือปฏิบัติตามแผน

ขั้นตอนที่ 5 สะท้อนผลการปฏิบัติ

            ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจ/วิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้  เป็นการระบุข้อจำกัด ข้อขัดข้อง หรือข้อสงสัยที่ไม่เป็นไปตามที่พึงประสงค์ในเรื่องของการเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยจะต้องระบุว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีสาเหตุมาจากอะไร และมีความเป็นไปได้ในการแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาอย่างไร

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดปัญหาวิจัยในชั้นเรียน ในการกำหนดปัญหาการวิจัยนั้นเริ่มแรกจะต้องสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงกำหนดปัญหาการวิจัย ซึ่งสุวิมล ว่องวาณิช (2560) ได้กล่าวถึงลักษณะของปัญหาหรือโจทย์ปัญหาวิจัยที่ดีไว้ ดังนี้

1. “จำเป็น ชัดเจนดี มีคุณค่า”

●จำเป็น- เป็นปัญหาวิจัยที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องเร่งแก้ไข

●ชัดเจนดี- เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจน มีข้อมูลหลักฐานชี้ชัด มีความสมเหตุสมผลที่จะทำวิจัย

●มีคุณค่า – เป็นปัญหาวิจัยที่ให้คำตอบที่เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาผู้เรียน

2. มีความเป็นปัจจุบัน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นใน ช่วงเวลานั้น เพื่อให้ผลจากการวิจัยนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ทันเวลา

3. อยู่ในวิสัยที่ผู้มีความสามารถจะกระทำได้สำเร็จภายใต้เงื่อนไขของความรู้ในสิ่งที่จะวิจัย เวลา และทรัพยากรต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำวิจัยของผู้วิจัย

4. ต้องไม่ส่งผลกระทบเสียหายใด ๆ ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ถูกทำวิจัย

            ขั้นตอนที่ 3 วางแผนพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย การกำหนดสมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี) การกำหนดตัวแปร การออกแบบการวิจัย     การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมการศึกษาสำหรับแก้ปัญหาการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                        1. การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของการดำเนินการวิจัย เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ทำให้ครูทราบว่าต้องการศึกษาหรือพัฒนาผู้เรียนในด้านใด การเขียนวัตถุประสงค์ควรระบุให้ชัดเจนถึงพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่ต้องการพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการที่ใช้ในการดำเนินการ โดยมักเขียนในรูปแบบประโยค เช่น “เพื่อพัฒนา…”   “เพื่อเปรียบเทียบ…ก่อนและหลัง…”  “เพื่อศึกษาผลของ…”  “เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ…ที่มีต่อ…”

ตัวอย่างการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย เช่น

  • เพื่อพัฒนาความสามารถทางการพูดของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานแบบเลือกตอนจบ
  • เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับผังกราฟิก
  • เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการใช้สื่อประสมตามแนวคิดพหุปัญญา
  • เพื่อศึกษาผลของการใช้การเสริมแรงทางบวกที่มีต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตามกติกาของเด็กปฐมวัย

2. การกำหนดสมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี) สมมติฐานการวิจัย คือ ข้อความที่คาดเดาหรือคาดคะเนผลการวิจัยไว้ล่วงหน้า ซึ่งต้องสอดรับกับปัญหาการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย มักเขียนในรูปแบบประโยค เช่น “เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม… มี…สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม” “เด็กปฐมวัยที่ได้รับ…
มีความพึงพอใจในระดับสูง”

ตัวอย่างการเขียนสมมติฐาน เช่น

  • เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบภาพ มีความสามารถทางการพูดหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม
  • ความสามารถในการจับใจความของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานร่วมกับผังกราฟิก สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมแบบปกติ
  • เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีความพึงพอใจในระดับสูง

3. การกำหนดตัวแปร ตัวแปร คือ คุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการศึกษา เป็นสิ่งที่สามารถแปรค่าได้ ตัวแปรที่สำคัญ ได้แก่

  • ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้น เป็นตัวแปรที่เป็นสาเหตุ/มีอิทธิพลทำให้เกิดผลหรือตัวแปรตาม เช่น วิธีการจัดประสบการณ์ กิจกรรม การใช้สื่อและนวัตกรรม การจัดสภาพแวดล้อม
  • ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรที่เป็นผลจากตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้น เช่น พัฒนาการ ความสามารถ พฤติกรรม เจตคติ

ตัวอย่าง  หากต้องการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงงาน

  • ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงงาน
  • ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการแก้ปัญหา

4. การออกแบบการวิจัย การวางแผนและกำหนดแนวทางในการดำเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตอบคำถามวิจัยได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ การออกแบบการวิจัยจะเกี่ยวข้องกับวิธีวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้                                   

4.1 วิธีวิจัย เป็นลักษณะการวิจัยที่ใช้ในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น การวิจัยเชิงทดลองเป็นการศึกษาผลของตัวแปรต้นที่มีต่อตัวแปรตาม โดยมีการ “จัดกระทำ” หรือทดลองใช้วิธีการ/นวัตกรรมบางอย่าง แล้วเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าวิธีการ/นวัตกรรมนี้ได้ผลหรือไม่ การวิจัยเชิงบรรยายเป็นการศึกษาสภาพ ความเป็นจริง หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่เข้าไปทดลองหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด เช่น การสำรวจ การสังเกต การสอบถาม เพื่อให้เข้าใจลักษณะ พฤติกรรม หรือความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย

4.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ประชากร หมายถึง กลุ่มบุคคลหรือสิ่งที่ผู้วิจัยสนใจศึกษาทั้งหมด ส่วนกลุ่มตัวอย่าง หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกเลือกมาใช้ในการวิจัย สำหรับการวิจัยในชั้นเรียน ประชากรที่ศึกษาจะเป็นนักเรียนในชั้นเรียน การทำวิจัยต้องระบุให้ทราบว่าประชากรคือใคร อยู่ที่ไหน มีขนาดเท่าไร หากศึกษากลุ่มตัวอย่างต้องระบุถึงเทคนิควิธีสุ่มตัวอย่างด้วย

ตัวอย่าง 

  • ประชากร ได้แก่ นักเรียนอนุบาล 1 ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบล… จำนวน 50 คน
  • กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนอนุบาล 1/1 ที่มีปัญหาการพูด จำนวน 5 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง

4.3 เครื่องมือวิจัย เครื่องมือวิจัยสำหรับใช้เก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายประเภท เครื่องมือที่เหมาะสมกับการวิจัยในชั้นเรียนของเด็กปฐมวัย อาทิ

1) แบบสังเกต เป็นเครื่องมือการประเมินที่ใช้มากที่สุดเพราะไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บข้อมูลในสถานการณ์จริงซึ่งเด็กจะแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถทำได้ทุกสถานการณ์ ทุกสถานที่โดยครูจะเป็นผู้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน แล้วจดบันทึกไว้ในแบบสังเกต เช่น แบบบันทึกพฤติกรรม แบบตรวจสอบรายการ มาตรประมาณค่า

2) แบบบันทึกการสนทนา เป็นเครื่องมือที่ครูใช้จดบันทึกข้อมูลจากการสนทนากับเด็ก การพูดคุยและซักถามเด็กอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ครูเข้าใจ และสามารถประเมินพฤติกรรมหรือพัฒนาการของเด็กได้อย่างสอดคล้องกับสภาพจริงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบางครั้งพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกอาจถูกตีความได้หลายลักษณะ เมื่อครูได้รับข้อมูลจากการสนทนาแล้ว จึงบันทึกข้อมูลดังกล่าวลงในแบบบันทึกการสนทนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อไป

3) แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ ถึงแม้ว่าการวัดและประเมินพัฒนาการในระดับปฐมวัยจะไม่นิยมการทดสอบ แต่ในบางพฤติกรรม เช่น การคิดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและยากต่อการสังเกต การวัดและประเมินด้านการคิดจึงจำเป็นต้องใช้การทดสอบเพื่อให้ทราบว่าเด็กคิดอย่างไร ในการใช้แบบทดสอบเชิงปฏิบัติครูจะกำหนดสถานการณ์ให้เด็กปฏิบัติหรือทำตามที่บอกในเวลาที่กำหนด และใช้อุปกรณ์หรือจัดกิจกรรมคล้ายกิจกรรมการเล่น ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย (อรุณี หรดาล และชนิพรรณ
จาติเสถียร, 2560)

4) แฟ้มสะสมผลงาน การใช้แฟ้มสะสมผลงานหรือพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) เป็นวิธีการที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากแฟ้มสะสมผลงานเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย เพื่อสรุปและอ้างถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในช่วงเวลาต่าง ๆ

4.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อเลือกเครื่องมือวิจัยแล้วก็ลงมือเก็บรวบรวมข้อมูล
ซึ่งครูจะต้องวางแผนการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดว่าจะเก็บข้อมูลอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไร

4.5 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นกระบวนการจัดกระทำกับข้อมูลที่ได้มา โดยนำมาจัดระเบียบจำแนกประเภท คำนวณค่าสรุป และนำเสนอผลการวิเคราะห์ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม และสื่อความหมายสิ่งที่ศึกษาให้เข้าใจได้ง่าย สามารถตอบคำถามวิจัยหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ครอบคลุมชัดเจน วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา ถ้าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ (ข้อมูลที่เป็นตัวเลข) จะอาศัยวิธีการทางสถิติช่วยวิเคราะห์ข้อมูล แต่ถ้าเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสังเคราะห์เนื้อหาคือ จัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่ แล้วหาความถี่หรือค่าร้อยละ

ขั้นตอนที่ 4 ลงมือปฏิบัติตามแผน ขั้นตอนนี้ครูผู้วิจัยก็จะต้องดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและ วิเคราะห์ข้อมูลตามที่ได้วางแผนไว้ใน ขั้นตอนที่ 3 เพื่อตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ขั้นตอนที่ 5 สะท้อนผลการปฏิบัติ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ครูนำนวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ไปทดลองปฏิบัติเพื่อการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องของการเรียนรู้ที่มีอยู่ พร้อมทั้งต้องสะท้อนผลการปฏิบัติหรือเผยแพร่ข้อค้นพบ ที่ได้เพื่อวางแผนต่อไป

การเขียนรายงานวิจัยในชั้นเรียนทำอย่างไร

            เมื่อครูทำวิจัยเสร็จแล้วจะต้องนำเสนอผลการวิจัย สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนมีลักษณะที่ไม่ยึดรูปแบบของรายงานการวิจัยเชิงวิชาการโดยทั่วไปมากนัก รายงานเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น รูปแบบของการนำเสนอรายงานการวิจัยในชั้นเรียน สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การนำเสนอแบบไม่เป็นทางการ และ การนำเสนอแบบเป็นทางการ (วรรณ์ดี แสงประทีปทอง, 2561)

            1. รูปแบบของการนำเสนอรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีรูปแบบการนำเสนอที่ตายตัว ขอเพียงนำเสนอสาระสำคัญได้ครบถ้วน โดยสามารถตอบคำถามได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำอย่างไร ทำเพื่อจุดมุ่งหมายใด และได้ผลเป็นอย่างไร นั่นคือควรประกอบด้วยสาระสำคัญ ได้แก่ ปัญหาหรือคำถามวิจัย ภูมิหลัง วิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีดำเนินการวิจัย ผลการแก้ปัญหาหรือผลสะท้อนกลับ

            2. รูปแบบของการนำเสนอรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบเป็นทางการ มีประเด็นสำคัญที่ต้องนำเสนอ คือ ชื่องานวิจัยหรือหัวข้อวิจัย ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คำถามวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ตัวแปรในการวิจัย ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ได้แก่ กลุ่มเป้าหมาย (ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง) เครื่องมือวิจัย (รวมถึงวิธีการและนวัตกรรม) การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยหรือผลสะท้อนกลับ สรุปและข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะนำเสนอรายงาน นักวิจัยอาจแจกแจงประเด็นสำคัญดังกล่าวนี้ลงในตาราง แล้วกล่าวถึงเนื้อหาสาระที่เป็นภาพรวม เพื่อให้เห็นความคิดที่ต่อเนื่องและใช้เป็นแนวทางเพื่อขยายความแต่ละประเด็นไปสู่การเขียนรายงานการวิจัยแบบความเรียง

สรุป

การจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการจัดการเรียนรู้มักพบปัญหาที่หลากหลายทั้งด้านพฤติกรรมและพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม หากครูสามารถมองปัญหาเหล่านี้ในเชิงบวกและนำมาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา โดยใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา วางแผนพัฒนา ลงมือปฏิบัติ และสะท้อนผล จะช่วยให้การแก้ปัญหามีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ครูสามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้อย่างตรงจุด ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง:

จันทรา ด่านคงรักษ์. (2565). คู่มือการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวาณิช. (2544). การวิจัยและพัฒนาเพื่อการปฏิรูปทั้งโรงเรียน. ภาควิชาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นวลเสน่ห์ วงศ์เชิดธรรม. (2549). การวิจัยในชั้นเรียน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2566). เทคนิคการวิจัยในชั้นเรียน ปรับปรุงใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 2). เพชรเกษมการพิมพ์.

พิสณุ ฟองศรี. (2554). วิจัยในชั้นเรียน: หลักการและเทคนิคปฏิบัติ (พิมพ์ครั้งที่ 9). ด่านสุทธาการพิมพ์.

วรรณ์ดี แสงประทีปทอง. (2561). การวิจัยในชั้นเรียน. ใน ประมวลสาระชุดวิชา การประเมินและวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. หน่วยที่ 14: 1 – 74, สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

สรชัย พิศาลบุตร. (2555). การทำวิจัยในชั้นเรียน เรียนรู้กันได้ใน 5 ชั่วโมง (พิมพ์ครั้งที่ 5). วิทยพัฒน์.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2548). เคล็ดลับการทำวิจัยในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 5). พริกหวานกราฟฟิค.

____________. (2560). การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 19). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อรุณี หรดาล และชนิพรรณ จาติเสถียร. (2560). การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

เรื่องที่คุณอาจสนใจ