
การเลี้ยงดูเชิงบวก: เกราะป้องกันปัญหาการติดเกมในเด็กและเยาวชนไทย
ปัจจุบันเกมออนไลน์กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย การเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลที่ง่ายขึ้นทำให้การเล่นเกมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะติดเกมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยเรื่อง “การเลี้ยงดูเชิงบวก ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์กับการติดเกมในเด็กและเยาวชนไทย อายุ 6 – 25 ปี” จึงมุ่งศึกษาว่า “รูปแบบการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง” เกี่ยวข้องกับปัญหานี้อย่างไร และสามารถช่วยป้องกันได้มากน้อยเพียงใด
โดยงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-sectional study) เก็บข้อมูลจากกลุ่มเด็กและเยาวชนจำนวน 1,235 คน และผู้ปกครองที่เป็นผู้ดูแลหลัก 1,058 คนทั่วประเทศ เพื่อสำรวจระดับการเลี้ยงดูเชิงบวก ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเลี้ยงดูและภาวะติดเกมมีความเป็นไปอย่างไร
ภาพรวมสถานการณ์การติดเกมและการเลี้ยงดูในปัจจุบัน
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่มีรูปแบบการเลี้ยงดูเชิงบวกในระดับมาก โดยอยู่ระหว่างร้อยละ 62.0 – 68.3 ขณะเดียวกัน ในกลุ่มเด็กและเยาวชนพบภาวะติดเกมหรืออยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังประมาณร้อยละ 3.2 – 4.3 ซึ่งแม้จะไม่ใช่สัดส่วนที่สูงมาก แต่ก็สะท้อนว่าปัญหานี้ยังคงมีอยู่และควรได้รับการใส่ใจอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลี้ยงดูเชิงบวก
งานวิจัยยังพบด้วยว่า การมี “การเลี้ยงดูเชิงบวกในระดับสูง” เชื่อมโยงกับปัจจัยหลายประการ เช่น
- เด็กวัยประถม (อายุ 6 – 12 ปี) มักได้รับการเลี้ยงดูเชิงบวกมากกว่าเด็กวัยรุ่น
- เด็กที่มีผลการเรียนดี โดยเฉพาะเกรดเฉลี่ย 3.51 – 4.00 มีโอกาสได้รับการเลี้ยงดูเชิงบวกสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- เด็กที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือส่วนตัวมักอยู่ในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูเชิงบวกมากกว่า
- การมีทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ดูแลหลักเกี่ยวข้องกับการมีรูปแบบการเลี้ยงดูที่ดี
- ผู้ปกครองที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมักมีทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวกมากกว่า
- ครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 20,000 บาทต่อเดือนมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงดูเชิงบวกสูงกว่าเช่นกัน
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อม ครอบครัว และทรัพยากรที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึง ล้วนมีส่วนสำคัญต่อรูปแบบการเลี้ยงดูและความผาสุกทางอารมณ์ของเด็ก
การเลี้ยงดูเชิงบวก: ปัจจัยป้องกันการติดเกม
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดคือการเลี้ยงดูเชิงบวกมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงในการเกิดภาวะติดเกม โดยระบุว่า เด็กและเยาวชนที่ได้รับการเลี้ยงดูเชิงบวกในระดับ “น้อย” มีโอกาสเกิดภาวะติดเกมสูงขึ้นถึง 4.23 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูเชิงบวกในระดับมาก ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าบทบาทของครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาการใช้สื่อหน้าจอและการเล่นเกมอย่างไม่เหมาะสม
การเลี้ยงดูที่ดีคือภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของเด็กยุคดิจิทัล
จากการวิจัยสรุปได้ว่า การส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเลี้ยงดูเชิงบวกให้แก่ผู้ปกครอง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดปัญหาการติดเกมในเด็กและเยาวชนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลี้ยงดูที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ การสนับสนุนทางอารมณ์ และการสื่อสารที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเกม แต่ยังช่วยให้เด็กมีวินัยในการใช้สื่อออนไลน์ รู้เท่าทันสื่อ และเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านอารมณ์และพฤติกรรม
ดังนั้น “การเลี้ยงดูเชิงบวก” ไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำในงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งสำหรับเด็กและเยาวชน ในยุคที่โลกดิจิทัลใกล้ตัวกว่าที่เคยอีกด้วย
ศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเชิงบวกเพิ่มเติม ได้ที่
- การเลี้ยงลูกเชิงบวกด้วยใจพ่อแม่ที่คิดบวก : https://www.netpama.com/library/detail/481
- โปรแกรมกลุ่มการเลี้ยงลูกเชิงบวกสำหรับผู้ปกครอง ตามทฤษฎี Triple-P : โปรแกรมการเลี้ยงลูกเชิงบวกตามแนว-Triple-P.pdf
- รวมคลังความรู้ในการดูแลแม่และเด็ก : การเลี้ยงดูลูกเชิงบวก : https://hp.anamai.moph.go.th/th/mch-emag/220887
เอกสารอ้างอิง:
กนกพร ลลิตลดาภรณ์, อังคณา ปานบำรุง, สุรศักดิ์ ศรีสุข, สุรศักดิ์ เจียมสงวน และ พรรณทิวา สุขประสิทธิ์. 2566. การเลี้ยงดูเชิงบวก ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์กับการติดเกมในเด็กและเยาวชนไทย อายุ 6 – 25 ปี. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 31(4), 398–414.
ลักขณา ทาศรี. 2568. โปรแกรมกลุ่มการเลี้ยงลูกเชิงบวกสำหรับผู้ปกครอง ตามทฤษฎี Triple-P. สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2568 จาก โปรแกรมการเลี้ยงลูกเชิงบวกตามแนว-Triple-P.pdf
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. 2568. รวมคลังความรู้ในการดูแลแม่และเด็ก : การเลี้ยงดูลูกเชิงบวก. สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2568 จาก https://hp.anamai.moph.go.th/th/mch-emag/220887
netpama. 2568. การเลี้ยงลูกเชิงบวกด้วยใจพ่อแม่ที่คิดบวก. สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.netpama.com/library/detail/481