Skip to content

เรื่องน่ารู้อาเจียน–ท้องเสีย อย่าชะล่าใจ โนโรไวรัสพบบ่อยในเด็ก แนะผู้ปกครองเข้มสุขอนามัย ล้างมือ–กินร้อน–สะอาด ลดเสี่ยงติดเชื้อทางเดินอาหารเรื่องน่ารู้

รับมือ “โนโรไวรัส” ตัวร้าย ภัยเงียบทางเดินอาหารในเด็กที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

ในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือในสภาพแวดล้อมที่เด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก “โรคท้องร่วง” มักเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่เสมอ โดยเฉพาะเชื้อ “โนโรไวรัส” (Norovirus) ซึ่งกรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้ออกมาเตือนว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในเด็ก และมีความน่ากลัวตรงที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วแม้ได้รับเชื้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ไวรัสจอมอึดที่แฝงตัวอยู่รอบเด็ก ๆ

ความน่ากลัวของโนโรไวรัสคือความทนทาน เชื้อชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ทนต่อความร้อน และที่สำคัญคือ “ทนต่อแอลกอฮอล์” ดังนั้นเจลล้างมือที่ใช้กันทั่วไปจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้ เมื่อเด็กๆ ได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสหรือการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ภายใน 12-48 ชั่วโมง จะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง และอาจมีไข้หรืออาการอ่อนเพลียร่วมด้วย แม้โดยส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1-3 วัน แต่สำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ “ภาวะขาดน้ำ” ซึ่งหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การดูแลรักษาตามอาการ: หัวใจสำคัญคือการชดเชยน้ำ

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาโนโรไวรัสได้โดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ หากเด็กมีอาการไม่รุนแรง ผู้ปกครองควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป ร่วมกับการรับประทานอาหารอ่อนและยาแก้อาเจียนตามอาการ แต่หากพบว่าลูกหลานมีอาการอาเจียนไม่หยุด ถ่ายตลอดเวลา หรือมีสัญญาณของการขาดน้ำอย่างเห็นได้ชัด ควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดและอยู่ในความดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

ตัดวงจรการแพร่ระบาดด้วยสุขอนามัยที่ดี

การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นที่การสร้างสุขนิสัยที่ถูกต้อง กุมารแพทย์โรคติดเชื้อเน้นย้ำว่า “การล้างมือด้วยน้ำและสบู่” ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเชื้อโนโรไวรัส นอกจากนี้ควรเน้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาดเสมอ

สำหรับสถานศึกษาหรือศูนย์เด็กเล็ก การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสควรใช้ โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (น้ำยาฟอกขาว) แทนการใช้แอลกอฮอล์ และหากพบเด็กที่มีอาการป่วย แนะนำให้แยกเด็กเพื่อพักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าอาการจะหายสนิทอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไปยังเพื่อนร่วมชั้น และช่วยให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ทุกคน

หากท่านใดสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่

https://www.thaihealth.or.th/?p=413671

เอกสารอ้างอิง:

phinunchaya. (2569). อาเจียน–ท้องเสีย อย่าชะล่าใจ โนโรไวรัสพบบ่อยในเด็ก แนะผู้ปกครองเข้มสุขอนามัย ล้างมือ–กินร้อน–สะอาด ลดเสี่ยงติดเชื้อทางเดินอาหาร. https://www.thaihealth.or.th/?p=413671

เรื่องที่คุณอาจสนใจ