Skip to content

น้ำท่วมกับโรคที่เด็กต้องระวัง รู้ทัน ป้องกันได้ ดูแลเด็กปฐมวัยให้ปลอดภัย

ช่วงน้ำท่วม เด็กปฐมวัยเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและทักษะการดูแลตนเองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ประกอบกับข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่เหมาะสม จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อม

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย และการสังเกตอาการผิดปกติของเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมเด็กปฐมวัยจึงมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในช่วงน้ำท่วม?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ในช่วงน้ำท่วม ได้แก่

  • ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสน้ำ อาหาร หรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
  • พฤติกรรมตามวัย เด็กมักชอบสำรวจและเล่นกับสิ่งรอบตัว อาจสัมผัสสิ่งสกปรกแล้วนำมือเข้าปากหรือขยี้ตา ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
  • ข้อจำกัดด้านสุขอนามัย เด็กยังล้างมือและดูแลความสะอาดด้วยตนเองได้ไม่ดีนัก ขณะที่ช่วงน้ำท่วมอาจเข้าถึงน้ำสะอาดและสถานที่ขับถ่ายที่ถูกสุขลักษณะได้ยากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับช่วงวัย

รู้ทัน 4 กลุ่มโรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วงน้ำท่วม

1. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง พื้นที่พักอาศัยที่แออัด และการอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมาก อาจเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางเดินหายใจโรคที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ อาจมีไข้ น้ำมูก ไอ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามตัว
  • ปอดอักเสบ อาจมีไข้ ไอ หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก หากพบว่าเด็กหอบเหนื่อยหรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ ควรรีบพบแพทย์

2. กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร น้ำดื่มและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม อาจทำให้เด็กเจ็บป่วยได้โรคที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • โรคอุจจาระร่วง อาจมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง และอาเจียน โดยเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • อาหารเป็นพิษ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว
  • โรคไทฟอยด์ ติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ อาจมีไข้ต่อเนื่อง ปวดศีรษะ และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

3. กลุ่มโรคติดเชื้อทางบาดแผลและผิวหนัง น้ำท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล สารเคมี และเชื้อโรค การสัมผัสน้ำเป็นเวลานานหรือมีบาดแผลขณะลุยน้ำจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อโรคและภาวะที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • ผิวหนังอักเสบและน้ำกัดเท้า การแช่น้ำเป็นเวลานานอาจทำให้ผิวหนังเปื่อย คัน และเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้
  • โรคฉี่หนู ติดต่อจากการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะสัตว์ อาจมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง และตาแดง
  • โรคตาแดง อาจเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โดยมีอาการตาแดง ระคายเคือง และมีขี้ตา

4. กลุ่มโรคจากยุงและอันตรายจากสัตว์มีพิษ หลังน้ำท่วมหรือในช่วงที่มีน้ำขัง อาจเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสัตว์มีพิษอาจหนีน้ำเข้ามาหลบซ่อนตามบ้านเรือนและบริเวณที่เด็กเล่น สิ่งที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะ เด็กอาจมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดท้อง หากมีอาการซึม อาเจียนมาก หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์
  • อันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ และแมงป่อง ซึ่งอาจหลบซ่อนตามรองเท้า กองผ้า หรือมุมอับ ควรตรวจสอบสิ่งของก่อนหยิบใช้และไม่ให้เด็กเข้าใกล้สัตว์ดังกล่าว

สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองควรสังเกต

การสังเกตอาการผิดปกติช่วยให้เด็กได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยควรเฝ้าระวังอาการต่อไปนี้

  • มีไข้: ตัวร้อน หนาวสั่น หรือมีไข้ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น
  • หายใจผิดปกติ: หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการทางเดินอาหาร: ถ่ายเหลว อาเจียนบ่อย ถ่ายมีมูกเลือด หรือรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้น้อย
  • ผิวหนังและดวงตาผิดปกติ: มีผื่นคัน แผลบวมแดง มีหนอง หรือตาแดง
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง: ซึมลง ไม่เล่น งอแงผิดปกติ หรือปลุกตื่นยาก
  • มีอาการปวดผิดปกติ: ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือปวดศีรษะมาก

หากเด็กมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ซึมมาก ปลุกไม่ตื่น ชัก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำรุนแรง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต แต่การดูแลสุขอนามัย การจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย และการสังเกตอาการเจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็กได้

ครอบครัว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมกันดูแลเด็กทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อให้เด็กได้รับการปกป้องจากโรคและอุบัติเหตุในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด

เอกสารอ้างอิง:

จรินทร์ แววพานิช. (2569). น้ำท่วมกับโรคที่เด็กต้องเจอ.https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89/

เรื่องที่คุณอาจสนใจ